SpaceX ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมอีกชุดหนึ่งขึ้นสู่วงโคจร เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารของสหรัฐอเมริกา
จรวด Falcon 9 ทะยานขึ้นจากฐานทัพอวกาศแวนเดนเบิร์ก (Vandenberg Space Force Base) รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2026 เวลา 03.39 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (07.39 น. GMT หรือ 00.39 น. ตามเวลาท้องถิ่น) พร้อมนำดาวเทียมสำหรับรับส่งข้อมูล (Data Transport Satellites) จำนวน 21 ดวง ขึ้นสู่วงโคจร ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาอวกาศ (Space Development Agency: SDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force)
การปล่อยจรวดครั้งนี้เกิดขึ้นช้ากว่ากำหนดเดิมถึง 5 วัน หลังจาก SpaceX พยายามปล่อยจรวดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2026 แต่ต้องยกเลิกการปล่อยในช่วงนาทีสุดท้ายของการนับถอยหลัง โดยจนถึงขณะนี้ บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของการยกเลิกภารกิจในครั้งดังกล่าว

โครงการ Tranche 1 มีแผนจัดส่งดาวเทียมปฏิบัติการขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) รวมทั้งสิ้น 154 ดวง แบ่งเป็นดาวเทียมสำหรับรับส่งข้อมูล 126 ดวง และดาวเทียมติดตามขีปนาวุธ 28 ดวง นอกจากนี้ ยังมีดาวเทียมอีก 4 ดวงสำหรับทดสอบระบบป้องกันขีปนาวุธ ซึ่งจะติดตั้งเซนเซอร์อินฟราเรดที่มีความละเอียดและความแม่นยำสูงกว่าดาวเทียมติดตามขีปนาวุธทั่วไป ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาอวกาศ (SDA) เปิดเผย โดยปกติแล้ว ดาวเทียมติดตามขีปนาวุธจะใช้เซนเซอร์ตรวจจับสัญญาณความร้อนที่ขีปนาวุธปล่อยออกมาระหว่างการบิน
จนถึงปัจจุบัน มีการส่งดาวเทียมสำหรับรับส่งข้อมูลขึ้นสู่วงโคจรแล้ว 84 ดวง จากทั้งหมด 126 ดวง โดยทุกดวงถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 จากฐานทัพอวกาศแวนเดนเบิร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย ผ่านการปล่อยจรวด 4 ครั้ง ได้แก่ เดือนกันยายน 2025 เดือนตุลาคม 2025 เดือนกรกฎาคม 2026 และการปล่อยจรวดครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2026
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน Tranche 1 จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายดาวเทียมทางทหารรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีการขยายขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องในอนาคต
เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาอวกาศ (SDA) ระบุในเอกสารข้อมูลโครงการ Tranche 1 ว่า
“SDA ใช้แนวทางการพัฒนาแบบต่อเนื่องเป็นขั้นตอน (Spiral Development) เพื่อพัฒนาและนำขีดความสามารถใหม่เข้าสู่ระบบเครือข่ายดาวเทียม PWSA โดยจะมีการส่งดาวเทียมรุ่นใหม่ขึ้นสู่วงโคจรทุก ๆ 2 ปี ซึ่งแต่ละรุ่นเรียกว่า ‘Tranche’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลทางทหารอย่างต่อเนื่อง”
การปล่อยจรวดครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยจรวดท่อนแรกของ Falcon 9 สามารถเดินทางกลับมาลงจอดที่ฐานทัพอวกาศแวนเดนเบิร์กได้สำเร็จ หลังทะยานขึ้นสู่อวกาศเพียงกว่า 7 นาที นับเป็นการปฏิบัติภารกิจครั้งที่ 6 ของจรวดท่อนแรกหมายเลข 1103 ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกนำมาใช้งานครั้งล่าสุดในภารกิจส่งดาวเทียม Tranche 1 ของสำนักงานพัฒนาอวกาศ (SDA) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026
SpaceX ยุติการถ่ายทอดสดภารกิจไม่นานหลังจากจรวดท่อนแรกลงจอดได้สำเร็จ ตามคำขอของสำนักงานพัฒนาอวกาศ (SDA) ทำให้ไม่มีภาพการปล่อยดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรให้รับชม อย่างไรก็ตาม การจำกัดการถ่ายทอดสดในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
แม้จะไม่มีการถ่ายทอดสดขั้นตอนดังกล่าว แต่ Northrop Grumman บริษัทด้านอากาศยานและอวกาศรายใหญ่ซึ่งเป็นผู้ผลิตดาวเทียม ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ยืนยันว่า ดาวเทียมทั้ง 21 ดวงถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรเป้าหมายได้สำเร็จ
บริษัทระบุว่า ดาวเทียมชุดนี้จะช่วยสนับสนุนระบบการสื่อสารและการรับส่งข้อมูลในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) ให้มีความปลอดภัย ทนทานต่อการหยุดชะงัก และมีความหน่วงต่ำ เพื่อเชื่อมโยงการปฏิบัติงานของกำลังพลทางทหารเข้ากับเครือข่ายดาวเทียมติดตามขีปนาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภารกิจครั้งนี้นับเป็น การปล่อยจรวด Falcon 9 ครั้งที่ 111 ของปี 2026 โดยมากกว่า 70% ของภารกิจทั้งหมดเป็นการส่งดาวเทียมเพื่อขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ของ SpaceX ซึ่งปัจจุบันมีดาวเทียมอยู่ในเครือข่ายมากกว่า 11,000 ดวง
หมายเหตุจากบรรณาธิการ: บทความนี้ได้รับการอัปเดตเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2026 เวลา 12.45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) เพื่อเพิ่มเติมข้อมูลยืนยันความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-falcon-9-rocket-launch-data-transport-satellites-military-proliferated-architecture
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








