หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ภายในเดือนนี้
อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เปิดเผยระหว่างการประชุมรายงานผลประกอบการรายไตรมาสครั้งแรกของ SpaceX เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ว่าบริษัทตั้งเป้าปล่อย Starship เที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 14 (Flight 14) ก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม
ภารกิจครั้งนี้จะถือเป็น ครั้งแรกที่ Starship ส่งสัมภาระที่สามารถใช้งานได้จริง (Viable Payloads) เข้าสู่วงโคจร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีแผนทดสอบความสามารถใหม่อีกหลายด้านที่ไม่เคยดำเนินการในการบินครั้งก่อน
อีลอน มัสก์กล่าวว่า
“ผมมองว่าทุกอย่างมีแนวโน้มเป็นไปได้ด้วยดี ดังนั้น หากเราได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เราจะพยายามรับยาน Starship กลับด้วยหอปล่อยจรวด (Launch Tower) ในเที่ยวบินถัดไป ซึ่งขณะนี้กำหนดการเบื้องต้นอยู่ในช่วงปลายเดือนนี้”
คำว่า “Ship” หมายถึง ยานขั้นบนของ Starship ซึ่งมีความสูง 171 ฟุต (52 เมตร) และทำงานร่วมกับจรวดท่อนแรกขนาดยักษ์ที่มีชื่อว่า Super Heavy ทั้ง Ship และ Super Heavy ได้รับการออกแบบให้สามารถ นำกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างเต็มรูปแบบและรวดเร็ว ซึ่ง SpaceX เชื่อว่า เมื่อผสานกับสมรรถนะอันทรงพลังของ Starship จะเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการเดินทางสู่อวกาศในอนาคต
ส่วนคำกล่าวของมัสก์ที่ว่า “ทุกอย่างมีแนวโน้มเป็นไปได้ด้วยดี” นั้น หมายถึงผลการทดสอบของ Starship Flight 13 ซึ่งปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มัสก์กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของ Ship ในภารกิจบินแบบกึ่งวงโคจร (Suborbital Flight) โดยเฉพาะ หลังยานสามารถลงจอดบนผิวน้ำได้อย่างนุ่มนวลใน มหาสมุทรอินเดีย นอกชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของโครงการ Starship
จากข้อมูลของ SpaceX ระบุว่า แผ่นป้องกันความร้อน (Heat Shield) ของ Ship สามารถทนต่อการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่รุนแรงในการทดสอบ Starship Flight 13 ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ตัวยานทั้งลำยังคงสภาพสมบูรณ์และยังไม่แตกสลายจนถึงปัจจุบัน
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ SpaceX มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะเดินหน้าทดสอบ การรับยาน Starship กลับด้วยหอปล่อยจรวด (Tower Catch) ในภารกิจ Flight 14 ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้ Starship สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างเต็มรูปแบบ ในอนาคต
อีลอน มัสก์ กล่าวถึงความสำเร็จของระบบป้องกันความร้อนว่า
“ผมไม่อยากพูดให้เป็นลางหรือทำให้โชคร้าย แต่ ณ ตอนนี้ ผมคิดว่าปัญหาเรื่องแผ่นป้องกันความร้อนได้รับการแก้ไขแล้ว”
หอปล่อยจรวดทั้ง 2 แห่ง ของ Starbase ในรัฐเท็กซัสตอนใต้ ติดตั้งแขนกลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Chopsticks” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งยกและประกอบ Super Heavy และ Ship เข้ากับแท่นปล่อยจรวด รวมถึงถูกออกแบบให้สามารถ รับตัวยานกลับหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ได้อีกด้วย ที่ผ่านมา SpaceX ประสบความสำเร็จในการใช้แขนกลดังกล่าว รับจรวดท่อนแรก Super Heavy กลับมาแล้ว 3 ครั้ง ในภารกิจทดสอบ Starship แต่ยัง ไม่เคยทดลองรับยาน Ship มาก่อน ดังนั้น หาก SpaceX ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลให้ดำเนินการ ภารกิจ Starship Flight 14 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของโครงการ
นอกจากนี้ Flight 14 ยังมีกำหนดนำ ดาวเทียม Starlink V3 รุ่นใหม่ ของ SpaceX ขึ้นสู่อวกาศ โดยดาวเทียมรุ่นนี้มีขนาดใหญ่กว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Starlink ในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ Starship Flight 13 ได้ปล่อย Starlink V3 จำนวน 20 ดวง เช่นกัน แต่เป็นการปล่อยในเส้นทางบินแบบ กึ่งวงโคจร (Suborbital) ทำให้ดาวเทียมไม่ได้เข้าสู่วงโคจรเพื่อใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม อีลอน มัสก์ ระบุว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน Flight 14 จะเป็นภารกิจแรกที่นำดาวเทียม Starlink V3 เข้าสู่วงโคจรปฏิบัติการ (Operational Orbit) เพื่อเริ่มใช้งานจริง
SpaceX ก้าวสู่บริษัทมหาชน
อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก่อตั้ง SpaceX ในฐานะบริษัทเอกชนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2002 ก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนสถานะเป็น บริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ซึ่งถือเป็น การระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสามารถระดมทุนได้ 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้บริษัทมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SpaceX จำเป็นต้องเปิดเผย ผลประกอบการรายไตรมาส ต่อสาธารณะ โดยเริ่มจาก ไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 และผลประกอบการชุดแรกแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายงานระบุว่า รายได้รวม ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน เพิ่มขึ้น 92% จาก 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 เป็น 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 ขณะที่ ผลขาดทุนสุทธิ ลดลงจาก 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 541 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของไตรมาสนี้ หรือประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากธุรกิจ Starlink ซึ่งเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท สะท้อนให้เห็นว่า SpaceX ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทผู้ให้บริการปล่อยจรวดอีกต่อไป บริษัทคาดว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จากธุรกิจปล่อยจรวดจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยรายได้หลักจะมาจาก Starlink มากขึ้น และในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนจากธุรกิจ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อย่างต่อเนื่อง
SpaceX ยังมองว่าบริษัทจะค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทไปเป็น บริษัทด้าน AI มากขึ้น โดยเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บริษัทเปิดเผยว่าในระยะยาวตั้งเป้าหมาย ตลาดที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งหมด (Total Addressable Market: TAM) สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้เกือบ 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะมาจากตลาดด้าน AI สำหรับองค์กร (Enterprise AI Applications) ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่มีความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง เพราะในปี 2025 มูลค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของ สหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ ยังมีมูลค่า ไม่ถึง 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากพูดถึงเป้าหมายที่ทะเยอทะยานแล้ว SpaceX ยังมีแผนสร้างรายได้มหาศาลจากโครงการ Starmind ซึ่งเป็นเครือข่าย ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Centers) ในวงโคจร ที่มีจำนวนมากถึง 1 ล้านหน่วย โดยทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มดาวเทียมในอวกาศ (Constellation) ภายใต้ชื่อ Starmind (ซึ่งยังคงใช้คำว่า “Star” ตามธรรมเนียมการตั้งชื่อโครงการของ SpaceX)
อีลอน มัสก์ เปิดเผยระหว่างการประชุมผลประกอบการว่า SpaceX ตั้งเป้า เริ่มปล่อยยาน Starmind สำหรับการใช้งานจริงในปี 2027 มัสก์ยอมรับว่า การสร้างเครือข่ายดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ การปล่อย Starship จำนวนมาก เพื่อส่งอุปกรณ์ทั้งหมดขึ้นสู่วงโคจร แต่เขาเชื่อว่าความสามารถในการปล่อยจรวดจะ ไม่ใช่อุปสรรค ต่อการดำเนินโครงการ
มัสก์กล่าวว่า
“เราคาดว่าความถี่ในการปล่อยจรวดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอีกประมาณหนึ่งปีจากนี้ เราน่าจะสามารถปล่อย Starship ได้อย่างน้อยวันละ 1 เที่ยวบิน หรืออาจมากกว่านั้น“
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2569
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








