จรวด H3 ของญี่ปุ่น ขึ้นบินเป็น ครั้งที่ 9 นับตั้งแต่เริ่มใช้งาน ในช่วงบ่ายของวันที่ 10 สิงหาคม 2026 H3 ทะยานขึ้นจาก ศูนย์อวกาศทาเนกาชิมะ (Tanegashima Space Center) เมื่อเวลา 15:23 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (19:23 GMT หรือ 04:23 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น) โดยมีภารกิจนำส่ง ดาวเทียมนำทาง Michibiki 7 ขึ้นสู่อวกาศ หลังจากปล่อยจรวดประมาณ 29 นาที จรวดท่อนบนของ H3 สามารถนำ Michibiki 7 เข้าสู่วงโคจรเป้าหมายได้สำเร็จ สร้างเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากทีมงานภายในศูนย์ควบคุมภารกิจ

A closeup of the H3’s first stage powering the rocket to orbit on Aug. 10, 2026. (Image credit: JAXA)

จรวด H3 แบบสองขั้น เป็นจรวดรุ่นใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อจาก H-2A ซึ่งเคยเป็นจรวดหลักของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน โดย H-2A ได้ ปลดประจำการเมื่อปีที่แล้ว หลังจากปฏิบัติภารกิจรวมทั้งหมด 50 เที่ยวบิน จรวด H3 มีความสูงประมาณ 187 ฟุต หรือ 207 ฟุต (57 หรือ 63 เมตร) ขึ้นอยู่กับประเภทของ ส่วนครอบหัวจรวด (Payload Fairing) ที่เลือกใช้สำหรับแต่ละภารกิจ ทำการบินครั้งแรกเมื่อเดือน มีนาคม 2023 และก่อนภารกิจในวันนี้ จรวดรุ่นนี้ได้ทำการปล่อยมาแล้วทั้งหมด 8 เที่ยวบิน ทำให้การปล่อยครั้งนี้นับเป็น เที่ยวบินที่ 9 ของ H3

จากการปล่อยจรวด H3 จำนวน 8 เที่ยวบินก่อนหน้านี้ มี 2 ภารกิจที่ประสบความล้มเหลว ได้แก่ เที่ยวบินเปิดตัวครั้งแรกของ H3 และภารกิจปล่อย ดาวเทียมนำทาง Michibiki 5 เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม H3 สามารถ กลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง หลังจากความผิดปกติดังกล่าว โดยเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน หรือวันที่ 11 มิถุนายน จรวด H3 สามารถกลับมาทำการบินและ ส่งดาวเทียมจำนวน 6 ดวงเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของโครงการ H3 หลังจากความล้มเหลวครั้งก่อน

ดาวเทียม Michibiki 7 จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบดาวเทียมนำทางกึ่งจุดเหนือศีรษะ (Quasi-Zenith Satellite System: QZSS) ซึ่งเป็นระบบดาวเทียมนำทางที่ ญี่ปุ่นพัฒนาและดำเนินการด้วยตนเอง ระบบ QZSS ทำงานอยู่ใน วงโคจรจีโอซิงโครนัส (Geosynchronous Orbit) ที่ระดับความสูงมากเหนือพื้นโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนบริการ ระบุตำแหน่งและนำทางที่มีความแม่นยำสูง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและพื้นที่โดยรอบ

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุในคำอธิบายโครงการ QZSS ว่า ระบบดังกล่าว สามารถทำงานร่วมกับดาวเทียม GPS ได้อย่างเข้ากันและเป็นระบบเดียวกัน นอกจากนี้ QZSS ยังสามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ในภูมิภาค เอเชีย-โอเชียเนีย ที่มีแนวลองจิจูดใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น จึงมีแนวโน้มที่จะขยายการใช้งานไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเหล่านี้ในอนาคต หากการพัฒนาเป็นไปตามแผน เครือข่าย QZSS จะประกอบด้วยดาวเทียมทั้งหมด 11 ดวง โดยปัจจุบันมีดาวเทียมของระบบนี้ปฏิบัติงานอยู่ในวงโคจรจำนวน 5 ดวง

นอกจากภารกิจด้านระบบนำทางของญี่ปุ่นแล้ว Michibiki 7 ยังบรรทุกอุปกรณ์ของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า Situational Awareness Camera Hosted Instrument (SACHI) ซึ่งพัฒนาโดย MIT Lincoln Laboratory สำหรับ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) SACHI บน Michibiki 7 ถือเป็นอุปกรณ์ชุดที่ 2 จากทั้งหมด 2 ชุด ที่ถูกนำขึ้นสู่อวกาศไปกับดาวเทียม QZSS โดยอุปกรณ์อีกชุดหนึ่งติดตั้งอยู่บน Michibiki 6 ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด H3 เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2025 ทั้งนี้ Michibiki 6 ถูกปล่อยก่อน Michibiki 5 แม้หมายเลขของดาวเทียมจะเรียงลำดับในทางตรงกันข้ามก็ตาม

มาร์ก ฮูเบอร์ (Mark Huber) เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคจากฝ่าย Space Systems and Technology ของ MIT Lincoln Laboratory เคยกล่าวถึงโครงการนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2020 ว่า

“โครงการนี้จะช่วยให้สหรัฐอเมริกาสามารถติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมของดาวเทียมภายในแนววงโคจรค้างฟ้า (GEO Belt) เหนือพื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกได้”

เขายังระบุว่าโครงการดังกล่าวถือเป็น โครงการนำร่อง (Pathfinder) ในหลายด้าน โดยทีมงานของสหรัฐฯ กำลังพัฒนาแนวทางและกระบวนการสำหรับ การแบ่งปันข้อมูลที่มีความอ่อนไหวระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านอวกาศและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศ

หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: ข่าวนี้ได้รับการอัปเดตเมื่อเวลา 15:55 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ วันที่ 10 สิงหาคม 2026 เพื่อเพิ่มเติมข้อมูลยืนยันว่า การปล่อยจรวดและการนำดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรประสบความสำเร็จ

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/japan-h3-rocket-launch-navigation-satellite-michibiki-7


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleRocket Lab ปล่อยดาวเทียมสำรวจโลกของญี่ปุ่นสำเร็จ หลังเลื่อนภารกิจกว่า 5 สัปดาห์
Next articleจีนสูญเสียจรวด Long March 7A หลังเกิดระเบิดกลางอากาศไม่ถึง 90 วินาทีหลังการปล่อย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here