SpaceX กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบบินครั้งใหม่ของจรวด Starship ซึ่งตั้งเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยขณะนี้จรวดท่อนล่างที่จะใช้ในภารกิจดังกล่าวกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยขึ้นสู่อวกาศ

จรวดท่อนล่าง Super Heavy Booster 22 ซึ่งเตรียมใช้ในภารกิจทดสอบบินครั้งที่ 15 (Flight Test 15) ได้ผ่านการทดสอบจุดเครื่องยนต์ขณะจรวดยังคงยึดอยู่กับฐาน (Static Fire Test) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2026 โดยจุดเครื่องยนต์ Raptor 3 ทั้ง 33 เครื่อง พร้อมกันเป็นเวลาประมาณ 15 วินาที

SpaceX ระบุผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “การทดสอบจุดเครื่องยนต์ทั้ง 33 เครื่องของจรวด Super Heavy ตลอดระยะเวลาที่กำหนดเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจ Flight 15” การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบขั้นสุดท้ายสำหรับจรวดท่อนล่าง Super Heavy ก่อนนำไปประกอบเข้ากับยาน Ship 42 ซึ่งเป็นยาน Starship ส่วนบนที่จะใช้ในภารกิจ Flight 15 อย่างไรก็ตาม Ship 42 ยังต้องผ่านการทดสอบระบบต่าง ๆ ของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการประกอบจรวดทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันเพื่อเตรียมปล่อยขึ้นสู่อวกาศ

ขณะที่ Ship 42 ซึ่งเป็นยาน Starship ส่วนบนที่จะใช้ในภารกิจครั้งนี้ ยังต้องผ่านการทดสอบอีกหลายขั้นตอนก่อนถึงกำหนดปล่อยจรวด ทั้งการทดสอบจุดเครื่องยนต์ขณะยานยึดอยู่กับฐาน (Static Fire Test) และการตรวจสอบระบบต่าง ๆ ในขั้นตอนสุดท้าย

Elon Musk ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SpaceX เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนทดลองใช้แขนกลของหอปล่อยจรวดรับยาน Starship ส่วนบนเป็นครั้งแรกในภารกิจ Flight 15 หากการทดลองประสบความสำเร็จ จะถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนา Starship ให้เป็นระบบจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ทั้งสองท่อนอย่างสมบูรณ์

ตลอดปี 2026 SpaceX มีความมั่นใจมากขึ้นในการพัฒนาระบบรับจรวดท่อนล่าง Super Heavy และยานส่วนบน Ship กลับสู่ฐานปล่อย หลังจากดำเนินการทดสอบบิน Starship ไปแล้ว 3 ครั้ง โดยภารกิจล่าสุด Flight 14 เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ Starship สามารถเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ พร้อมทั้งปล่อยดาวเทียม Starlink V3 รุ่นใหม่ จำนวน 26 ดวง เข้าสู่วงโคจร นับเป็นครั้งแรกที่ Starship สามารถนำดาวเทียมสำหรับใช้งานจริงขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ ดาวเทียม Starlink V3 มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จรวด Falcon 9 ซึ่งเป็นจรวดหลักที่ SpaceX ใช้ในการปล่อยดาวเทียม จะสามารถบรรทุกได้ ทำให้ Starship มีบทบาทสำคัญในการรองรับการส่งดาวเทียมรุ่นใหม่ของบริษัทขึ้นสู่วงโคจรในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภารกิจ Flight 14 ยังคงเผชิญกับปัญหาบางประการ โดยเครื่องยนต์ Raptor ของยาน Starship ส่วนบนหนึ่งเครื่องหยุดทำงานก่อนกำหนดระหว่างการบินขึ้น ส่งผลให้ SpaceX ต้องยุติภารกิจเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ซึ่งเดิมกำหนดให้ใช้เวลาทั้งหมด 10 ชั่วโมง แม้จะเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ยาน Starship ส่วนบน ยังคงสามารถกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกภายใต้การควบคุม และลงจอดบนผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกได้สำเร็จ หลังจากปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศประมาณ 3 ชั่วโมง สำหรับการทดสอบบินครั้งถัดไปในภารกิจ Flight 15 มีความเป็นไปได้ว่า SpaceX จะบรรทุกดาวเทียม Starlink V3 รุ่นใหม่ขึ้นสู่วงโคจรอีกชุดหนึ่ง แม้ว่าบริษัทจะยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของดาวเทียมหรือสัมภาระที่จะนำขึ้นไปในภารกิจนี้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การเริ่มนำดาวเทียม Starlink V3 ซึ่งมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงมาใช้ยกระดับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SpaceX เร่งพัฒนา Starship ให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจเป็นประจำ ในอนาคต การพัฒนาจรวด Starship ยังมีความสำคัญต่อโครงการ Artemis ขององค์การ NASA ซึ่งได้ทำสัญญากับ SpaceX เพื่อพัฒนายาน Starship ส่วนบนรุ่นดัดแปลง สำหรับใช้เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์และนำส่งนักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์

ล่าสุด NASA ได้ปรับปรุงกำหนดการและเป้าหมายสำคัญที่ SpaceX ต้องดำเนินการให้สำเร็จ ก่อนที่ยาน Starship รุ่นลงจอดบนดวงจันทร์จะได้รับการรับรองให้สามารถบรรทุกนักบินอวกาศได้ โดยหนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือภารกิจสาธิตเทคโนโลยีภายใต้โครงการ Artemis III ซึ่งมีกำหนดดำเนินการในช่วงฤดูร้อนปี 2027

ภารกิจ Artemis ครั้งถัดไปจะส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกด้วยยาน Orion ของ NASA ก่อนทดสอบการเชื่อมต่อกับยานลงจอดบนดวงจันทร์ทั้งสองแบบ ได้แก่ Starship ของ SpaceX และ Blue Moon ของ Blue Origin ซึ่ง NASA ได้ทำสัญญาพัฒนาไว้เช่นกัน โดยภารกิจดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์

ขณะเดียวกัน SpaceX ยังเดินหน้าพัฒนายาน Starship เพื่อเตรียมทดสอบลงจอดบนดวงจันทร์แบบไร้นักบิน ก่อนที่ NASA จะดำเนินภารกิจ Artemis IV ซึ่งตั้งเป้าส่งนักบินอวกาศกลับไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 อย่างไรก็ตาม NASA ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ยานลงจอดรุ่นใดสำหรับภารกิจดังกล่าว โดยทั้ง SpaceX และ Blue Origin ยังคงแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้ให้บริการยานลงจอดสำหรับภารกิจ Artemis ที่จะนำนักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

นอกเหนือจากภารกิจ Flight 15 แล้ว SpaceX ยังตั้งเป้าทดสอบเทคโนโลยีสำคัญเพิ่มเติมก่อนสิ้นปี 2026 รวมถึงการปล่อยจรวด Starship จากรัฐฟลอริดาเป็นครั้งแรก และความเป็นไปได้ในการนำจรวดท่อนล่าง Super Heavy รุ่น V3 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และผ่านการบินมาแล้ว กลับมาใช้งานซ้ำเป็นครั้งแรก

การทดสอบจุดเครื่องยนต์ของ Booster 22 จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบอีกหลายขั้นตอน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจ Flight 15 โดยหากการดำเนินงานเป็นไปตามแนวทางเดียวกับการเตรียมภารกิจ Starship ครั้งก่อน ๆ คาดว่าการปล่อยจรวดครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นในช่วง กลางถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2026

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-ignites-giant-super-heavy-booster-engines-ahead-of-daring-starship-launch-video


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleSpaceX ปล่อยจรวด Falcon 9 ส่งแคปซูล Starfall สู่อวกาศเป็นครั้งที่ 2

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here