จรวด Pegasus XL ของ Northrop Grumman ซึ่งปล่อยจากอากาศ มีกำหนดทำการบินเป็น เที่ยวบินสุดท้าย ในช่วงเช้ามืดของวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2026 โดยจะนำส่งยานอวกาศของบริษัทเอกชนเพื่อปฏิบัติภารกิจกู้ภัย ช่วยรักษาหนึ่งในกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีชื่อเสียงที่สุดของ NASA ไม่ให้ตกกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก
ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากการใช้งานจรวด Pegasus XL หลังรับใช้วงการอวกาศมายาวนานหลายทศวรรษ พร้อมกับเปิดบทบาทใหม่ของเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงและยืดอายุการใช้งานยานอวกาศในวงโคจร ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของภารกิจอวกาศในอนาคต
ภารกิจ Swift Boost จะส่งดาวเทียม LINK ซึ่งพัฒนาโดย Katalyst Space Technologies ในรัฐแอริโซนา ขึ้นสู่อวกาศเพื่อเข้าจับ (Grapple) Neil Gehrels Swift Observatory ของ NASA และลากไปยังวงโคจรที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อช่วยให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศหลีกเลี่ยงการถูกเผาทำลาย เนื่องจากวงโคจรกำลังลดระดับลงเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากขึ้น ดาวเทียม LINK ซึ่งบรรทุกอยู่บนจรวด Pegasus XL จะทะยานขึ้นจาก Bucholz Army Airfield บนเกาะปะการังควาจาเลน ในหมู่เกาะมาร์แชลล์
โดยจรวดถูกติดตั้งอยู่ใต้เครื่องบิน Stargazer ของ Northrop Grumman การปล่อยภารกิจมีกำหนดในเวลา 06:23 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (10:23 GMT) ของวันอังคาร โดยเมื่อเครื่องบิน Stargazer ไต่ระดับถึงความสูงประมาณ 39,000 ฟุต (12,000 เมตร) และบินด้วยความเร็ว มัค 0.82 จรวด Pegasus XL จะถูกปล่อยออกจากใต้ลำตัวเครื่องบิน และหลังจากนั้นเพียง 5 วินาที เครื่องยนต์ของจรวดจะจุดติด ก่อนทะยานขึ้นสู่วงโคจรเพื่อนำดาวเทียม LINK ไปปฏิบัติภารกิจกู้ภัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift
จรวด Pegasus XL เป็นจรวดเชื้อเพลิงแข็งแบบ 3 ขั้น (Three-stage Solid Rocket) มีความยาว 55 ฟุต (16.9 เมตร) และสามารถนำส่งสัมภาระที่มีน้ำหนักสูงสุด 1,000 ปอนด์ (454 กิโลกรัม) ขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ได้ หลังจากแยกตัวออกจากเครื่องบิน Stargazer แล้ว เครื่องยนต์ของจรวดแต่ละขั้นจะจุดติดตามลำดับ เพื่อเร่งความเร็วและไต่ระดับไปยังวงโคจรเป้าหมาย โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงจะถึงระดับความสูงที่กำหนด
เริ่มปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในปี 1990 และนับตั้งแต่นั้นได้ทำการบินมาแล้ว 45 ภารกิจ จุดเด่นของ Pegasus คือการปล่อยจากอากาศ ซึ่งทำให้สามารถขึ้นบินจากสนามบินหลายแห่งได้อย่างยืดหยุ่น และเข้าถึงวงโคจรที่มีมุมเอียง (Orbital Inclination) ซึ่งจรวดที่ปล่อยจากฐานปล่อยอวกาศทั่วไปหลายแห่งไม่สามารถเข้าถึงได้ ความสามารถดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Pegasus ได้รับเลือกให้ส่งดาวเทียมหุ่นยนต์ LINK ขึ้นสู่อวกาศ เนื่องจากดาวเทียมดวงนี้ต้องเดินทางไปยังวงโคจรของ Neil Gehrels Swift Observatory ซึ่งมีมุมเอียงเพียง 20.6 องศา เมื่อเทียบกับเส้นศูนย์สูตรของโลก
อีกเหตุผลหนึ่งที่ NASA เลือกใช้จรวด Pegasus XL สำหรับภารกิจนี้คือ ข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากเวลาของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Neil Gehrels Swift Observatory กำลังจะหมดลง โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ซึ่งมีมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 เพื่อศึกษาปรากฏการณ์การระเบิดของรังสีแกมมา (Gamma-ray Bursts) และเหตุการณ์พลังงานสูงอื่น ๆ ทั่วทั้งเอกภพ แม้จะปฏิบัติภารกิจมานานกว่า 20 ปี แล้ว แต่ Swift ยังคงสร้างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ NASA ต้องการยืดอายุการใช้งานของกล้องโทรทรรศน์อวกาศลำนี้ให้นานที่สุด
อย่างไรก็ตาม วงโคจรของ Neil Gehrels Swift Observatory ได้ลดระดับลงจนอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากกิจกรรมของดวงอาทิตย์ในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ชั้นบรรยากาศโลกส่วนบนขยายตัว ส่งผลให้แรงต้านอากาศ (Atmospheric Drag) ในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) เพิ่มขึ้น และในที่สุดแรงต้านดังกล่าวจะค่อย ๆ ดึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศให้ตกกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกจนถูกเผาทำลาย นอกจากนี้ Swift ยังไม่ได้รับการออกแบบให้สามารถซ่อมบำรุงหรือให้บริการในวงโคจรได้ และไม่มีระบบขับดัน (Thrusters) สำหรับเพิ่มระดับวงโคจรด้วยตัวเอง จึงจำเป็นต้องอาศัยภารกิจกู้ภัยจากยานอวกาศภายนอกเพื่อยืดอายุการปฏิบัติภารกิจต่อไป
จากนั้นภารกิจจะเข้าสู่บทบาทของดาวเทียม LINK ซึ่งพัฒนาโดย Katalyst Space Technologies โดยหลังจากแยกตัวออกจากจรวด Pegasus XL และผ่านการตรวจสอบระบบเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว LINK จะเริ่มเดินทางเพื่อเข้าพบ Neil Gehrels Swift Observatory ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการเข้าประชิด ยานจะใช้เวลาประมาณ 2–3 สัปดาห์ ในการสังเกตและประเมินสภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เพื่อระบุตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเข้าจับ (Grapple) อย่างปลอดภัย ก่อนดำเนินการยกวงโคจรเพื่อยืดอายุการปฏิบัติภารกิจของ Swift ต่อไป

ดาวเทียม LINK ซึ่งพัฒนาโดย Katalyst Space Technologies มีความสูงประมาณ 4.9 ฟุต (1.5 เมตร) และติดตั้ง แขนกลจำนวน 3 แขน สำหรับใช้เข้าจับ Neil Gehrels Swift Observatory ซึ่งมีความยาวประมาณ 12.7 ฟุต (3.9 เมตร) เมื่อเลือกจุดยึดที่เหมาะสมและสามารถจับยึด Swift ได้อย่างมั่นคงแล้ว LINK จะจุดระบบขับดัน Ion Thrusters ซึ่งให้แรงขับอย่างนุ่มนวล เพื่อค่อย ๆ ยกระดับวงโคจรของยานทั้งสองขึ้นสู่ระดับที่ปลอดภัย โดยกระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาต่อเนื่องนานหลายเดือน
โดยเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะ ยานอวกาศเอกชนลำแรก ที่พยายามเข้าจับดาวเทียมหรือยานอวกาศไร้มนุษย์ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย NASA ได้เลือก Katalyst Space Technologies ให้รับผิดชอบภารกิจนี้เมื่อเดือนกันยายน 2025 ซึ่งหมายความว่าบริษัทมีเวลา ไม่ถึง 1 ปี ในการออกแบบ ผลิต และทดสอบดาวเทียม LINK ให้พร้อมสำหรับภารกิจ แม้จะเป็นโครงการที่มีกรอบเวลาจำกัดและต้องเร่งดำเนินการอย่างมาก แต่ภารกิจกู้ภัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Neil Gehrels Swift Observatory รวมถึงการปล่อยยานขึ้นสู่อวกาศทั้งหมด ใช้งบประมาณของ NASA เพียง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น
เป้าหมายของภารกิจ Swift Boost คือการยกระดับวงโคจรของ Neil Gehrels Swift Observatory กลับไปยังระดับความสูงเดิมที่ประมาณ 373 ไมล์ (600 กิโลเมตร) ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของกล้องโทรทรรศน์อวกาศออกไปได้อีกหลายปี ตราบใดที่ระบบต่าง ๆ ของยานยังคงทำงานได้ตามปกติและเป็นไปตามที่ออกแบบไว้
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/nasa-to-launch-ambitious-mission-to-save-a-space-telescope-from-burning-up-in-earths-atmosphere
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








