จรวดที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์เพิ่งทะยานออกจากฐานปล่อย พร้อมแสดงศักยภาพด้านพลังงานและเทคโนโลยีอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา
SpaceX ปล่อย Starship รุ่นใหม่ล่าสุด ขึ้นบินเมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2026 จากฐานปล่อยแห่งที่สองที่เพิ่งสร้างเสร็จภายในศูนย์ผลิตและทดสอบ Starbase ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส โดยจรวดทะยานขึ้นจากฐานในเวลา 18:30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (22:30 GMT) ส่งยานขนาดมหึมาสูง 408 ฟุต (124 เมตร) ขึ้นสู่ท้องฟ้าในการทดสอบแบบกึ่งวงโคจรครั้งที่ 12
นี่ถือเป็นภารกิจ Starship ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 และยังเป็นการบินครั้งแรกของ Starship Version 3 (V3) รุ่นใหม่เจเนอเรชันถัดไปที่ได้รับการปรับโฉมการออกแบบครั้งใหญ่ เพื่อผลักดันยานให้เข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น และแม้ว่า Flight 12 จะต้องเลื่อนจากกำหนดเดิมไปหนึ่งวัน หลังเกิดปัญหาทางเทคนิคที่ขัดขวางความพยายามปล่อยครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี แต่ภารกิจในวันนี้ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญสู่เป้าหมายอันทะเยอทะยานของ SpaceX
“ขอแสดงความยินดีกับทีม SpaceX สำหรับการปล่อยและลงจอด Starship V3 ครั้งแรกที่ยอดเยี่ยม!” Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX โพสต์ผ่าน X หลังภารกิจเสร็จสิ้น “คุณเพิ่งทำประตูสำคัญให้กับมนุษยชาติ”
ระหว่างการปล่อยตัว เครื่องยนต์ Raptor จำนวน 1 เครื่อง จากทั้งหมด 33 เครื่อง บนบูสเตอร์ Super Heavy หยุดทำงาน และบูสเตอร์ยังพลาดการทำงานในขั้นตอนสำคัญที่เรียกว่า Boostback Maneuver ซึ่งใช้ควบคุมการเดินทางกลับสู่โลก
ขณะเดียวกัน Ship 39 ซึ่งเป็นยานส่วนบนของ Starship ก็สูญเสียเครื่องยนต์หลัก 1 เครื่อง จากทั้งหมด 6 เครื่อง ระหว่างการไต่ระดับขึ้นสู่อวกาศ แต่ยังสามารถเดินทางถึงอวกาศได้สำเร็จด้วยเครื่องยนต์อีก 5 เครื่องที่เหลือ
“ผมคงไม่เรียกว่านี่เป็นการเข้าสู่วงโคจรได้อย่างสมบูรณ์แบบตามแผน (nominal orbital insertion) แต่ตอนนี้ยานยังอยู่ในเส้นทางการบินที่เราได้วิเคราะห์ไว้ และยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้” Dan Huot โฆษกของ SpaceX กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสด “ทีมงานยังคงเดินหน้าทำงานต่อ โดยกำลังจัดการกับปัญหาเครื่องยนต์ที่หยุดทำงาน และกำลังดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์ต่อไป”

Starship ประกอบด้วย บูสเตอร์ขั้นแรก (First Stage) ที่ชื่อ Super Heavy และยานส่วนบนที่เรียกว่า Starship หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Ship เหตุการณ์สำคัญแรกหลังจรวดทะยานพ้นหอปล่อยในช่วงเย็นวันนี้เกิดขึ้นประมาณ 2 นาที 20 วินาทีหลังปล่อยตัว เมื่อ Super Heavy เริ่มกระบวนการ Hot Staging และแยกตัวออกจาก Ship กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า Hot Staging เพราะ Ship จะเริ่มจุดเครื่องยนต์ของตัวเองก่อนที่จะแยกออกจาก Super Heavy อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางต่อไปยังอวกาศได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่นมากขึ้น
ต่างจาก Starship V2 รุ่นก่อนหน้า ที่ใช้ วงแหวนเชื่อมต่อระหว่างขั้น (interstage ring) ซึ่งจะหลุดออกไปในระหว่างการแยกตัวของจรวด Starship V3 ได้รับการออกแบบใหม่ โดยติดตั้งฮาร์ดแวร์ลักษณะคล้ายกันไว้ด้านบนของบูสเตอร์แบบถาวร โครงสร้างดังกล่าวมีลักษณะคล้าย รั้วล้อมรอบโดมถังเชื้อเพลิง เพื่อสร้างพื้นที่และระยะห่างเพิ่มเติมสำหรับการจุดติดเครื่องยนต์ของยานส่วนบน รวมถึงรองรับแรงขับช่วงแรกขณะ Ship เริ่มแยกตัวออกจากบูสเตอร์ ช่วยให้กระบวนการทำงานในช่วง Hot Staging มีประสิทธิภาพและเสถียรมากขึ้น

หลังการแยกตัวของจรวด Super Heavy ได้ปรับทิศทางและพยายามดำเนินขั้นตอน Boostback Burn เป็นเวลาประมาณ 1 นาที เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่ Starbase อย่างไรก็ตาม มีบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้น และกระบวนการดังกล่าวไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ตามคำกล่าวของ Dan Huot
ก่อนหน้านี้ SpaceX เคยกู้คืนบูสเตอร์ได้สำเร็จในการทดสอบ Starship หลายครั้ง โดยใช้แขนกล “Chopstick” ที่ติดตั้งอยู่บนหอปล่อยเพื่อจับบูสเตอร์ขั้นแรกกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม สำหรับ Flight 12 บริษัทเลือกให้ Super Heavy ลงจอดแบบ Splashdown ในน่านน้ำอ่าวเม็กซิโก แทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการกู้คืน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อฐานปล่อยใหม่ในการใช้งานครั้งแรก
แต่ท้ายที่สุด บูสเตอร์ Super Heavy ขนาดยักษ์กลับร่วงลงสู่โลกและตกกระแทกอ่าวเม็กซิโก โดยยังส่งภาพสดระหว่างการตกกลับจากอวกาศมายังภาคพื้นดิน จนกระทั่งสัญญาณภาพตัดหายไป
“บูสเตอร์ไม่สามารถดำเนินขั้นตอน Boostback ได้ครบถ้วน” Huot กล่าวหลังการปล่อยไม่นาน “ภารกิจของมันจบลงเร็วกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ยังคงตกลงในพื้นที่ปลอดภัยที่เราได้กำหนดไว้ล่วงหน้า”
แต่ท้ายที่สุด บูสเตอร์ Super Heavy ขนาดยักษ์กลับร่วงลงสู่โลกและตกกระแทกอ่าวเม็กซิโก โดยยังส่งภาพสดระหว่างการตกกลับจากอวกาศมายังภาคพื้นดิน จนกระทั่งสัญญาณภาพตัดหายไป

แต่ท้ายที่สุด บูสเตอร์ Super Heavy ขนาดยักษ์กลับร่วงลงสู่โลกและตกกระแทกอ่าวเม็กซิโก โดยยังส่งภาพสดระหว่างการตกกลับจากอวกาศมายังภาคพื้นดิน จนกระทั่งสัญญาณภาพตัดหายไป
SpaceX ได้บรรทุกสัมภาระสำหรับให้ Ship ปล่อยระหว่างการทดสอบแบบกึ่งวงโคจรในวันนี้รวม 22 ชิ้น ประกอบด้วย ดาวเทียมจำลอง Starlink จำนวน 20 ดวง และ ดาวเทียม Starlink จริงอีก 2 ดวง ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์สำหรับถ่ายภาพ
สัมภาระทั้งหมดถูกปล่อยตามแผนภายในช่วงเวลาประมาณ 10 นาที โดยเริ่มขึ้นราว 17 นาทีหลังการปล่อยตัว ผ่านประตูปล่อยสัมภาระของ Ship ซึ่ง SpaceX เปรียบเทียบว่าทำงานคล้ายกับ เครื่องจ่ายลูกอม PEZ
ดาวเทียม Starlink ที่ถูกดัดแปลงเป็นพิเศษทั้งสองดวง มีภารกิจในการ สแกนแผ่นป้องกันความร้อนของ Starship เพื่อทดสอบวิธีตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นก่อนยานกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก
ไม่นานหลังจากดาวเทียมจำลอง Starlink ชุดสุดท้ายถูกปล่อยออกไป ซึ่งเป็นสองดวงที่ติดตั้งกล้องและ SpaceX ตั้งชื่อเล่นว่า “Dodger Dogs” ตามฮอตดอกชื่อดังของสนาม Dodger Stadium บริษัทได้เผยแพร่วิดีโอสุดตระการตาที่ดาวเทียมเหล่านั้นบันทึกไว้ ขณะลอยออกห่างจาก Starship
“นั่นคือ Starship ที่กำลังอยู่ในอวกาศ” Dan Huot กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดภารกิจ


เดิมที SpaceX มีแผนให้ Ship 39 ซึ่งเป็นยานส่วนบนของ Starship ทำการ จุดเครื่องยนต์ Raptor ใหม่ในอวกาศ (in-space relight) จำนวน 1 เครื่องระหว่างอยู่ในวงโคจร ซึ่งถือเป็นการทดสอบสำคัญเพื่อพิสูจน์ว่ายานสามารถดำเนินการควบคุมทิศทางและภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ การทดสอบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะการจัดการเชื้อเพลิงแบบอุณหภูมิต่ำพิเศษ (cryogenic fuel) และการจุดเครื่องยนต์ใหม่ในสภาวะไร้น้ำหนัก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปรับวงโคจรของ Ship การส่งยานเดินทางต่อไปยัง ดวงจันทร์หรือดาวอังคาร รวมถึงการนำยานกลับสู่โลกเพื่อการกู้คืนและนำกลับมาใช้งานซ้ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก เครื่องยนต์ Raptor หนึ่งเครื่องขัดข้องระหว่างการปล่อยตัว ทีมควบคุมการบินจึงตัดสินใจ ยกเลิกการทดสอบดังกล่าวในภารกิจ Flight 12
Ship เริ่มเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 50 นาทีหลังการปล่อยตัว โดยยานร่วงกลับลงมาในลักษณะที่ส่วนท้องของยานถูกปกคลุมด้วย พลาสมาสว่างจ้า จากแรงเสียดทานมหาศาลระหว่างการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศระหว่างการร่อนลง Ship 39 ได้ดำเนินชุดการทดสอบหลายอย่างที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงกดดันต่อชิ้นส่วนต่าง ๆ ของยานจนใกล้ขีดจำกัดเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ยังมีการทดสอบ การเอียงตัวแบบใหม่ (banking maneuver) ระหว่างขั้นตอนลงจอด เพื่อจำลองเส้นทางและทิศทางการบินที่จำเป็นสำหรับการให้หอปล่อยใช้แขนกลจับยาน หากกลับมาลงจอดที่ Starbase ในอนาคต
เสียงเชียร์ดังขึ้นอย่างกึกก้องทั้งที่สำนักงานใหญ่ของ SpaceX และฐาน Starbase เมื่อ Ship 39 จุดเครื่องยนต์ 2 เครื่อง สำหรับการลงจอดขั้นสุดท้าย โดยเดิมทีแผนภารกิจต้องใช้เครื่องยนต์ 3 เครื่อง แต่หนึ่งในนั้นหยุดทำงานไปตั้งแต่ช่วงเริ่มปล่อยตัว หลังลงจอดเสร็จสิ้น Starship พลิกคว่ำลงสู่ผิวน้ำทะเล ก่อนระเบิดกลายเป็น ลูกไฟขนาดใหญ่สุดตระการตา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนภารกิจ ขณะที่ทีมงาน SpaceX ต่างส่งเสียงเชียร์ฉลองความสำเร็จของเที่ยวบินทดสอบครั้งนี้
สิ่งที่ Starship ทำได้ในภารกิจ Flight 12 อาจไม่ได้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่หรือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับ SpaceX เนื่องจากเป้าหมายและรูปแบบเส้นทางการบินของภารกิจนี้โดยรวมยังคงคล้ายกับเที่ยวบินทดสอบหลายครั้งก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ยังมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการทดสอบ Starship V3 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถูกออกแบบใหม่ครั้งใหญ่เพื่อปูทางสู่การใช้งานจริงในอนาคต ทั้งสำหรับภารกิจไปดวงจันทร์ ดาวอังคาร และโครงการสำคัญอื่น ๆ ของ SpaceX
อย่างไรก็ตาม แม้การบินตามเส้นทางที่เคยทดสอบมาแล้วจะไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่การที่ Starship V3 สามารถทำได้สำเร็จก็ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือ ยานรุ่นใหม่ทั้งหมด ที่มาพร้อมการปรับปรุงและอัปเกรดหลายด้านจากรุ่นก่อนหน้า
นอกจากนี้ เส้นทางของ V3 ก่อนมาถึงฐานปล่อยก็ไม่ได้ราบรื่นนัก โดย SpaceX พบปัญหาระหว่างการทดสอบยานรุ่นใหม่ในเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ Super Heavy Booster ที่เดิมถูกกำหนดไว้สำหรับภารกิจ Flight 12 สูญหายไป และเมื่อช่วงเวลาระหว่างการปล่อย Starship สองครั้งล่าสุดห่างกันมากกว่า ครึ่งปี ทำให้ SpaceX ยังต้องเร่งเดินหน้าทดสอบและไล่ตามแผนงานอีกพอสมควรในช่วงต่อจากนี้

ราวกับต้องการตอกย้ำถึงความสำคัญของภารกิจนี้ Jared Isaacman หัวหน้า NASA เดินทางมายัง Starbase ด้วยตนเองเพื่อชมการปล่อยจรวดครั้งนี้
“เราตื่นเต้นที่จะได้เห็นยานลำนี้ขึ้นบิน เพราะหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้มาพบกันอีกครั้งในวงโคจรรอบโลก” Isaacman กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดภารกิจ
หลังการปล่อยเสร็จสิ้น Isaacman ยังออกมาชื่นชมการทำงานของทีม Starship ของ SpaceX อีกด้วย
“ขอแสดงความยินดีกับทีม SpaceX และ Elon Musk สำหรับการปล่อย Starship V3 ที่ยอดเยี่ยมมาก” Jared Isaacman โพสต์ผ่าน X “เราเข้าใกล้ดวงจันทร์มากขึ้นอีกหนึ่งก้าว… และเข้าใกล้ดาวอังคารมากขึ้นอีกหนึ่งก้าว”
อย่างไรก็ตาม Starship ยังมีเงื่อนไขและการทดสอบอีกหลายอย่างที่ต้องผ่าน ก่อนที่ NASA จะรับรองให้ยานลำนี้สามารถขนส่งนักบินอวกาศได้ โดย Starship V3 ถูกออกแบบขึ้นโดยคำนึงถึงเป้าหมายเหล่านั้นตั้งแต่ต้น
Starship V3 รุ่นใหม่ติดตั้ง จุดเชื่อมต่อแบบ Passive จำนวน 4 จุด บริเวณด้านหลังของยาน หรือฝั่ง Leeward (ด้านตรงข้ามกับแผ่นป้องกันความร้อนที่อยู่ใต้ท้องยาน) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการ เชื่อมต่อยาน (Docking) และ การถ่ายโอนเชื้อเพลิงระหว่างยาน
การเดินทางออกไปไกลกว่าวงโคจรต่ำของโลก (LEO) นั้น Starship จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจาก Starship ลำอื่น ๆ ที่ขึ้นไปพบกันในวงโคจรเพื่อเติมเชื้อเพลิงเพิ่มเติม
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในฐานะ ยานลงจอดบนดวงจันทร์ของโครงการ Artemis โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ภารกิจ Starship สำหรับดวงจันทร์แต่ละครั้งอาจต้องใช้เที่ยวบินเติมเชื้อเพลิงมากกว่า 12 เที่ยวขึ้นไป เพื่อให้มีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการเดินทางไปดวงจันทร์ ลงจอด และกลับเข้าสู่วงโคจรดวงจันทร์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ Ship ยังไม่เคยสาธิตการเติมเชื้อเพลิงในอวกาศได้สำเร็จ และยังไม่เคยมีเที่ยวบินใดเข้าสู่วงโคจรโลกเต็มรูปแบบอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีภารกิจและการทดสอบอีกหลายรายการที่ Starship ต้องพิสูจน์ให้สำเร็จก่อนจะพร้อมสำหรับภารกิจจริงในอนาคต
ตัวอย่างเช่น NASA กำหนดให้ทั้ง Starship และ Blue Moon ต้องสาธิต การลงจอดบนดวงจันทร์แบบไร้มนุษย์ (Uncrewed Lunar Landing) ให้สำเร็จก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้นำนักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้ทั้ง SpaceX และ Blue Origin มีกรอบเวลาค่อนข้างจำกัดในการเตรียมยานให้พร้อมสำหรับภารกิจ Artemis 4 ที่วางแผนไว้ในปี 2028
การปล่อย Starship ในวันนี้ช่วยให้ SpaceX กลับมาเดินหน้าเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าวอีกครั้ง แต่บริษัทจำเป็นต้องเพิ่ม ความถี่ในการปล่อยจรวด (Launch Cadence) อย่างมาก
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2025 Elon Musk ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SpaceX เคยโพสต์บน X ว่าเขาคาดหวังให้ Starship V3 สามารถขึ้นบินได้ในอัตรา สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ภายในเวลาประมาณ 12 เดือน
แม้เป้าหมายดังกล่าวยังดูห่างไกล เมื่อพิจารณาจากสถานะการพัฒนา Starship ในปัจจุบัน แต่ความสำเร็จของ Flight 12 ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตอันใกล้ และหวังว่าในอนาคตนั้น การปล่อย Starship ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะต้องรอนานถึง 7 เดือน เหมือนช่วงระหว่างภารกิจทดสอบครั้งก่อนกับภารกิจในวันนี้
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-starship-v3-megarocket-first-test-flight
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








