เทคโนโลยีการบินอวกาศรุ่นใหม่ล่าสุดของ SpaceX กำลังจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก แคปซูล Starfall มีกำหนดปฏิบัติภารกิจเปิดตัวครั้งแรก หลังจากที่ SpaceX ได้ยื่นขออนุญาตต่อ Federal Aviation Administration (FAA) สำหรับการทดสอบนำยานกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกจำนวน 2 ครั้ง
ภารกิจดังกล่าวมีกำหนดปล่อยจาก Space Launch Complex 40 ภายใน Cape Canaveral Space Force Station รัฐฟลอริดา ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2026 โดยมีหน้าต่างการปล่อยยาว 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 06:43 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (10:43 GMT)
ผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางของ SpaceX ได้ โดยการถ่ายทอดสดจะเริ่มประมาณ 10 นาทีก่อนจรวดปล่อยตัว
Starfall เป็นยานขนส่งสินค้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อขนส่งสัมภาระขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก (LEO) และภารกิจที่ไกลกว่านั้น โดยสามารถปล่อยขึ้นสู่อวกาศได้ด้วยจรวด Falcon 9 และ Falcon Heavy ของ SpaceX พร้อมทั้งสามารถนำวัสดุและอุปกรณ์กลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย แพลตฟอร์มดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการขนส่งมนุษย์ แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานวิจัยและสัมภาระที่จำเป็นต้องนำกลับมาตรวจสอบหลังจากอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น งานวิจัยด้านเภสัชกรรม หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอวกาศ (Orbital Manufacturing)
แนวคิดนี้เคยถูกนำมาใช้งานแล้วโดย Varda Space Industries ซึ่งสามารถนำแคปซูลตระกูล W-Series กลับสู่โลกได้แล้ว 5 ครั้ง โดยแคปซูลทรงกรวยดังกล่าวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ฟุต (0.9 เมตร) และมีน้ำหนักราว 650 ปอนด์ (300 กิโลกรัม) หนึ่งในนั้นเคยนำสัมภารกิจของ United States Air Force กลับสู่โลกหลังปฏิบัติภารกิจในวงโคจรนานกว่า 8 สัปดาห์ สำหรับ Starfall นั้นมีขนาดใหญ่กว่ามาก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ฟุต (3.1 เมตร) สูง 2.5 ฟุต (0.75 เมตร) และสามารถบรรทุกสัมภาระได้สูงสุดถึง 2,200 ปอนด์ (1,000 กิโลกรัม)
ตามเอกสารที่ SpaceX ยื่นต่อ Federal Aviation Administration (FAA) แคปซูล Starfall ถูกออกแบบให้มีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วน ซึ่งจะแยกออกจากกันหลังการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ส่วนแรกคือ แผ่นส่วนบน (Top Plate) ซึ่งใช้สำหรับบรรทุกสัมภาระและติดตั้งระบบควบคุมทิศทางของยาน (Attitude Control Components) ส่วนที่สองคือ แผงป้องกันความร้อน (Heat Shield) ที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ โดยภายในจะบรรจุก๊าซอัดแรงดันสูงสำหรับใช้ขับเคลื่อนระบบควบคุมทิศทางระหว่างการกลับสู่โลก เพื่อช่วยให้ยานสามารถเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและลงจอดได้อย่างแม่นยำ รวมถึงใช้ในกระบวนการปลดแผงป้องกันความร้อนและกางร่มชูชีพก่อนลงจอด

SpaceX มีแผนใช้งาน Starfall ทั้งในภารกิจแบบกึ่งวงโคจร (Suborbital) และภารกิจที่ต้องใช้เวลาปฏิบัติงานในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) เป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม Starfall ไม่มีระบบขับเคลื่อน (Propulsion System) ติดตั้งอยู่บนตัวแคปซูล ทำให้ไม่สามารถจุดเครื่องยนต์เพื่อลดระดับวงโคจรและนำตัวเองกลับสู่โลกได้ด้วยตนเอง เอกสารที่ยื่นต่อ Federal Aviation Administration (FAA) ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากระบวนการนำยานกลับสู่โลกจะดำเนินการอย่างไร แต่มีความเป็นไปได้ว่าภารกิจทดสอบครั้งแรกนี้จะอาศัย จรวดขั้นที่สอง (Second Stage) ของ Falcon 9 ในการพาแคปซูลต้นแบบเข้าสู่เส้นทางกลับสู่โลก ก่อนดำเนินการทดสอบระบบกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและการลงจอด
ในกรณีที่ Starfall ประสบปัญหาระหว่างปฏิบัติภารกิจในอวกาศหรือขณะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก SpaceX ระบุว่าได้ออกแบบยานให้สามารถถูกทำลายหรือสูญเสียได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ตามเอกสารที่ยื่นต่อ Federal Aviation Administration (FAA) แคปซูล Starfall ใช้ก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen) ซึ่งเป็นก๊าซเฉื่อยและไม่เป็นอันตราย สำหรับระบบควบคุมทิศทางของยาน และไม่มีการบรรทุกเชื้อเพลิงเหลวหรือสารอันตรายใด ๆ อยู่ภายใน SpaceX ยังระบุเพิ่มเติมว่า ระบบแรงดันทั้งหมดของยานจะถูกระบายออกก่อนการลงจอดในทะเล (Splashdown) ดังนั้นจะไม่มีการปล่อยเชื้อเพลิงหรือสารเคมีใด ๆ ลงสู่มหาสมุทร แม้ในกรณีที่เกิดความผิดปกติระหว่างภารกิจ
ปัจจุบัน SpaceX ยังไม่ได้เปิดเผยว่าแคปซูล Starfall ต้นแบบลำนี้จะใช้เวลาปฏิบัติภารกิจอยู่ในวงโคจรนานเพียงใดในการทดสอบครั้งแรก เมื่อภารกิจสิ้นสุดลง SpaceX วางแผนให้นำ Starfall กลับสู่โลกด้วยการลงจอดแบบ Splashdown ในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยพื้นที่เป้าหมายอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาประมาณ 700 ไมล์ทะเล (1,300 กิโลเมตร) การทดสอบครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ความสามารถของ Starfall ในฐานะแพลตฟอร์มขนส่งและนำสัมภาระจากอวกาศกลับสู่โลก ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตในอวกาศและงานวิจัยที่ต้องการนำตัวอย่างกลับมาวิเคราะห์บนโลกในอนาคต

ขณะเดียวกันทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ จรวด Falcon 9 ที่ใช้ปล่อยภารกิจทดสอบ Starfall จะนำบูสเตอร์ขั้นแรกกลับมาลงจอดในมหาสมุทรแอตแลนติก ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นการบินเที่ยวที่ 29 ของบูสเตอร์หมายเลข B1078 ซึ่งเคยผ่านภารกิจสำคัญมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการส่งนักบินอวกาศในภารกิจ Crew-6 ไปยัง International Space Station, ภารกิจของ United States Space Force และภารกิจปล่อยดาวเทียม Starlink อีก 23 ครั้ง หลังจากแยกตัวออกจากจรวดขั้นที่สองประมาณ 2.5 นาทีหลังการปล่อย บูสเตอร์ B1078 จะทำการปรับเส้นทางบิน ก่อนจุดเครื่องยนต์เพื่อลดความเร็วและลงจอดบนเรือโดรนอัตโนมัติ A Shortfall of Gravitas ที่ประจำการอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก
หากการปล่อยจรวดในวันอังคารที่ 23 มิถุนายนต้องเลื่อนออกไปไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม SpaceX ได้กำหนดวันสำรองสำหรับการปล่อยภารกิจไว้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2026 โดยจะเปิดหน้าต่างการปล่อย (Launch Window) ในเวลาเดียวกันกับกำหนดการเดิม การมีวันสำรองดังกล่าวช่วยให้ SpaceX สามารถปรับแผนรับมือกับปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการปล่อยจรวด ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ปัญหาทางเทคนิค หรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกำหนดการภารกิจมากนัก
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-launching-its-1st-starfall-reentry-capsule-early-on-june-23-watch-it-live
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








