บริษัทสตาร์ทอัพด้านอวกาศจากเยอรมนี Rocket Factory Augsburg (RFA) ประกาศเลื่อนการปล่อยจรวด RFA One เที่ยวบินแรกออกไป หลังตรวจพบปัญหาระหว่างการทดสอบบนแท่นปล่อย
ระหว่างการทดสอบจรวด RFA One ที่ ท่าอวกาศ SaxaVord Spaceport บนหมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland Islands) ประเทศสกอตแลนด์ บริษัทตรวจพบ ปัญหาทางเทคนิคของตัวจรวดที่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดย RFA เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2026
ก่อนหน้านี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถปล่อยจรวดได้ในช่วง เดือนสิงหาคมหรือกันยายน แต่หลังจากพบปัญหาดังกล่าว ยังไม่ได้ประกาศกำหนดการปล่อยใหม่ RFA ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ระบุว่าจะ ถอดจรวดออกจากแท่นปล่อยและแยกชิ้นส่วนของจรวดที่ประกอบไว้ เพื่อดำเนินการตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่าจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อการสืบสวนมีความคืบหน้า
เหตุการณ์นี้ทำให้ สหราชอาณาจักรต้องเลื่อนความพยายามในการปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรแบบแนวดิ่ง (Vertical Orbital Launch) เป็นครั้งแรกของประเทศออกไปอีกอย่างน้อยหลายสัปดาห์ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการปล่อยจรวดของโลก และความพยายามของยุโรปในการสร้าง ความเป็นอิสระด้านการเข้าถึงอวกาศ (European Spaceflight Autonomy) ให้มากขึ้น
RFA One เป็นจรวดขนาดเล็กที่ออกแบบมาสำหรับการส่งดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นสู่วงโคจร โดยเป็นจรวดแบบ 3 ขั้น และมีแผนพัฒนาให้จรวดท่อนแรกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต เพื่อช่วยลดต้นทุนการปล่อยและเพิ่มความถี่ในการให้บริการ ภารกิจของ RFA One รองรับการส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นวงโคจรค้างฟ้า (Geosynchronous Orbit) ที่ทำให้ดาวเทียมสามารถติดตามพื้นที่เดิมบนโลกได้อย่างต่อเนื่อง วงโคจรขั้วโลก (Polar Orbit) ซึ่งเหมาะสำหรับการสำรวจพื้นผิวโลกอย่างครอบคลุม และวงโคจรสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun-synchronous Orbit) ที่ช่วยให้ดาวเทียมถ่ายภาพพื้นที่เดิมภายใต้สภาพแสงที่ใกล้เคียงกันทุกครั้งที่โคจรผ่าน
ทั้งนี้ การที่จรวดรุ่นใหม่พบปัญหาระหว่างการพัฒนาถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงการทดสอบระบบบนแท่นปล่อย หรือแม้แต่ระหว่างการปล่อยเที่ยวบินแรก เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเป็นงานที่มีความซับซ้อนและท้าทายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบริษัทสตาร์ทอัพด้านการปล่อยจรวดต้องเผชิญกับแรงกดดันมากกว่าที่เคยในการเร่งพัฒนาและนำจรวดเข้าสู่การใช้งานจริง ทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเชิงพาณิชย์และรองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

ปัจจุบัน ความต้องการใช้บริการปล่อยจรวดทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างเครือข่ายกลุ่มดาวเทียม (Satellite Constellations) โดยเฉพาะโครงการ Starlink ของ SpaceX รวมถึงโครงการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร (Orbital Data Centers) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (U.S. Department of Defense) ยังต้องการให้บริษัทเอกชนสามารถดำเนินภารกิจปล่อยจรวดได้รวดเร็วและบ่อยครั้งมากขึ้น เพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคง ตัวอย่างเช่น ภารกิจ VICTUS HAZE ของ Rocket Lab ซึ่งสามารถปล่อยจรวดได้ภายในเวลาเพียง 16 ชั่วโมง 42 นาที หลังจากได้รับคำสั่งจากกองทัพสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ความขัดแย้งใน ยูเครน, อิหร่าน และสถานการณ์ด้านความมั่นคงในหลายภูมิภาค ยังผลักดันให้หลายประเทศเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการปล่อยจรวดด้วยตนเอง (Sovereign Launch Capability) เพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ส่งผลให้โครงการก่อสร้างและพัฒนาท่าอวกาศในหลายพื้นที่ เช่น สหราชอาณาจักร, ยุโรป และ แคนาดา มีความคืบหน้าและเร่งตัวมากขึ้น
RFA กำลังผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการปล่อยจรวดรุ่นใหม่ชั้นนำของยุโรป หลังจากได้รับ ใบอนุญาตผู้ดำเนินการปล่อยจรวด (Spaceflight Operator License) จาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Civil Aviation Authority) เมื่อเดือนมกราคม สำหรับการปล่อยจรวดจาก ท่าอวกาศ SaxaVord ขณะเดียวกัน SaxaVord ก็มีเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นทางเลือกใหม่ของฐานปล่อยจรวดที่ใช้งานมายาวนานและมีความหนาแน่นสูง โดยเฉพาะ Guiana Space Centre ที่เมืองคูรู (Kourou) ซึ่งเป็นฐานปล่อยจรวดสำคัญของยุโรปและเคยใช้ปล่อยภารกิจระดับโลก เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope)
เยิร์น สเปอร์มันน์ (Jörn Spurmann) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ RFA กล่าวว่า หลังบริษัทได้รับใบอนุญาตดังกล่าวว่า
“นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญทั้งสำหรับ RFA และอุตสาหกรรมอวกาศของยุโรป การได้รับใบอนุญาตปล่อยจรวดแห่งแรกนอกฐานปล่อยขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่เมืองคูรู ไม่เพียงเป็นความสำเร็จด้านกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีของเรา และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนวัตกรรมด้านอวกาศในยุโรป”
นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวในอุตสาหกรรมอวกาศว่า Falcon 9 ของ SpaceX ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับภารกิจปล่อยดาวเทียมแบบ Rideshare อาจจะ ไม่เปิดรับการจองพื้นที่ในโครงการ Transporter Series หลังปี 2028 หรือ 2029 หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง ความต้องการใช้บริการปล่อยจรวดที่เคยพึ่งพา SpaceX อาจหันไปใช้ผู้ให้บริการรายอื่นมากขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทอย่าง Rocket Lab และ RFA ได้รับส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น หากสามารถพัฒนาจรวดให้พร้อมใช้งานได้ตามกำหนดเวลา
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/rocket-issue-delays-1st-orbital-rocket-launch-from-the-uk
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








