Nancy Grace Roman Space Telescope ของ NASA เดินทางถึง Kennedy Space Center (KSC) ในรัฐฟลอริดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2026 เพื่อเข้ารับการทดสอบขั้นสุดท้ายก่อนปล่อยขึ้นสู่อวกาศในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ โดย Roman ถูกขนส่งจาก Goddard Space Flight Center เมืองกรีนเบลต์ รัฐแมริแลนด์ ผ่านเรือบรรทุก Pegasus ของ NASA จากเมืองบัลติมอร์สู่ชายฝั่งอวกาศของฟลอริดา (Space Coast)
KSC ถือเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของ Roman ก่อนเดินทางสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX ซึ่งเมื่อปฏิบัติภารกิจสำเร็จ Roman จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกล้องโทรทรรศน์อวกาศระดับเรือธงของ NASA เคียงข้าง Hubble Space Telescope, James Webb Space Telescope, Chandra X-ray Observatory และ Spitzer Space Telescope
ปัจจุบัน NASA ตั้งเป้าปล่อย Roman ในวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมประมาณ 8 สัปดาห์ ก่อนถึงวันดังกล่าว กล้องโทรทรรศน์จะเข้ารับการทดสอบภายในอาคาร Payload Hazardous Servicing Facility (PHSF) ของ KSC ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงและอัปเกรดเพื่อรองรับการมาถึงของ Roman โดยเฉพาะ

หลังเดินทางถึง Kennedy Space Center แล้ว Nancy Grace Roman Space Telescope ซึ่งถูกบรรจุอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์พิเศษควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับปกป้องกล้องโทรทรรศน์ระหว่างการขนส่งจาก Goddard Space Flight Center ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณด้านนอกอาคาร Payload Hazardous Servicing Facility (PHSF) จากนั้นทีมงานได้เริ่มกระบวนการทำความสะอาดและกำจัดสิ่งปนเปื้อน (Decontamination) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดคอนเทนเนอร์ภายในห้อง Airlock ของ PHSF ในวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนดำเนินการนำกล้องโทรทรรศน์ออกจากบรรจุภัณฑ์ และเคลื่อนย้ายยานอวกาศที่มีน้ำหนักประมาณ 18,000 ปอนด์ (8,200 กิโลกรัม) เข้าสู่ห้องปลอดเชื้อ (High Bay Clean Room) เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนการปล่อยขึ้นสู่อวกาศ
ภายในอาคาร Payload Hazardous Servicing Facility (PHSF) แท่นปฏิบัติงานเฉพาะสำหรับ Nancy Grace Roman Space Telescope ซึ่ง NASA เรียกว่า “The Pantheon” จะถูกใช้สำหรับการตรวจสอบและทดสอบระบบขั้นสุดท้ายของยานอวกาศ วิศวกรจะทำการทดสอบส่วนประกอบสำคัญต่าง ๆ ของกล้องโทรทรรศน์ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ทั้ง 6 แผง ระบบฉนวนป้องกันความร้อน และอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกระบบพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ นอกจากนี้ ช่างเทคนิคจะเติมเชื้อเพลิง ไฮดราซีน (Hydrazine) แบบไฮเปอร์กอลิก (Hypergolic Fuel) ให้กับ Roman ปริมาณประมาณ 290 แกลลอน (1,100 ลิตร) ซึ่งจะถูกใช้ขับเคลื่อนระบบขับดันของยานสำหรับการเดินทางสู่วงโคจรเป้าหมาย รวมถึงการปรับตำแหน่งและควบคุมทิศทางตลอดอายุภารกิจที่คาดว่าจะยาวนาน 10 ปีหรือมากกว่านั้น
หลังการปล่อยขึ้นสู่อวกาศ Nancy Grace Roman Space Telescope จะมุ่งหน้าไปยัง Sun–Earth L2 (L2) ซึ่งเป็นจุดสมดุลแรงโน้มถ่วงที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1 ล้านไมล์ (1.6 ล้านกิโลเมตร) ในทิศทางด้านหลังโลกเมื่อมองจากดวงอาทิตย์ จุดลากรานจ์ (Lagrange Point) เป็นบริเวณในอวกาศที่แรงโน้มถ่วงของวัตถุขนาดใหญ่ตั้งแต่สองดวงขึ้นไปเกิดความสมดุลกัน ทำให้ยานอวกาศสามารถประจำการอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวได้โดยใช้เชื้อเพลิงในการรักษาวงโคจรน้อยกว่าปกติ จึงเหมาะสำหรับภารกิจสังเกตการณ์ระยะยาว เมื่อ Roman เข้าประจำการที่ L2 แล้ว ภารกิจหลักของกล้องโทรทรรศน์จะมีระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี โดย NASA สามารถขยายระยะเวลาปฏิบัติภารกิจต่อไปได้ ตราบใดที่ยังมีเชื้อเพลิงเหลือเพียงพอและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ยังคงทำงานได้ตามปกติ
ด้วยกระจกหลักขนาด 7.9 ฟุต (2.4 เมตร) ที่ทำงานร่วมกับกล้องความละเอียด 300 ล้านพิกเซล และอุปกรณ์ Coronagraph สำหรับบังแสงดาวฤกษ์ Nancy Grace Roman Space Telescope จะมีภารกิจหลักในการไขปริศนาเกี่ยวกับ Dark Energy และการขยายตัวของเอกภพที่กำลังเร่งความเร็วขึ้น ตามข้อมูลของ NASA กล้องโทรทรรศน์ Roman จะช่วยค้นพบ กาแล็กซีหลายพันล้านแห่ง, ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanets) หลายแสนดวง, หลุมดำจำนวนหลายร้อยแห่ง รวมถึงรวบรวมข้อมูลทางดาราศาสตร์ปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกนำไปศึกษาและต่อยอดงานวิจัยในอนาคต
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/nasas-roman-space-telescope-arrives-in-florida-ahead-of-spacex-falcon-heavy-launch-this-summer
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








