“การกลับมาบินอีกครั้งของยาน Starship-Super Heavy จะขึ้นอยู่กับการที่ FAA พิจารณาแล้วว่า ระบบ กระบวนการ หรือขั้นตอนใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุผิดปกติครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ”

หลังจากเพิ่งขึ้นบินเที่ยวปฐมฤกษ์ได้เพียง 5 วัน จรวดขนาดยักษ์ Starship V3 ของ SpaceX ก็ถูกสั่งระงับการบินแล้ว

สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ Federal Aviation Administration (FAA) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า การปล่อยจรวด Starship V3 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 ถือเป็น “เหตุผิดปกติ” (mishap) และกำหนดให้ต้องมีการสอบสวนก่อนที่ยานขนาดยักษ์ลำนี้จะสามารถกลับมาทำการบินได้อีกครั้ง

“การกลับมาบินอีกครั้งของยาน Starship-Super Heavy จะขึ้นอยู่กับการที่ FAA พิจารณาแล้วว่า ระบบ กระบวนการ หรือขั้นตอนใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุผิดปกติครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ” เจ้าหน้าที่ FAA ระบุในอัปเดตเมื่อวันนี้ (27 พฤษภาคม 2026)

The crew of China’s Shenzhou 23 mission to the Tiangong space station. From left: payload specialist Lai Ka-ying, commander Zhu Yangzhu and pilot Zhang Zhiyuan. (Image credit: CMSA/CCTV)

SpaceX Starship ประกอบด้วยส่วนหลัก 2 ส่วน ซึ่งทั้งคู่ได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบและรวดเร็ว ได้แก่ บูสเตอร์ขั้นแรกที่ชื่อว่า “Super Heavy” และยานอวกาศขั้นบนที่เรียกว่า “Starship” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “Ship”

SpaceX เชื่อว่า SpaceX Starship — ซึ่งเป็นจรวดที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา — จะปฏิวัติวงการการเดินทางอวกาศ และทำให้การตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร รวมถึงภารกิจสำรวจอวกาศอันทะเยอทะยานอื่น ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงเศรษฐกิจ

Starship รุ่นใหม่ V3 (“Version 3”) ที่มีความสูง 408 ฟุต (124.4 เมตร) ถือเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ดังกล่าว โดยตามข้อมูลของ SpaceX นี่คือ Starship รุ่นแรกที่สามารถปฏิบัติภารกิจเดินทางสู่อวกาศห้วงลึกได้ และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยานรุ่นนี้จะถูกใช้ขนส่งนักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ในภารกิจ Artemis 4 ของ NASA ช่วงปลายปี 2028

ดังนั้น เที่ยวบินทดสอบแบบกึ่งวงโคจร (suborbital) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นเที่ยวบินครั้งที่ 12 ของโครงการ SpaceX Starship จึงถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างมากสำหรับ SpaceX และโดยรวมแล้ว ภารกิจส่วนใหญ่เป็นไปได้ด้วยดี ตัวอย่างเช่น ยาน Starship สามารถปล่อยดาวเทียมอินเทอร์เน็ต Starlink จำลองจำนวน 20 ดวงได้สำเร็จ รวมถึงดาวเทียม Starlink จริงอีก 2 ดวงที่ติดตั้งกล้องสำหรับบันทึกภาพแผ่นป้องกันความร้อน (heat shield) ของยานขณะอยู่ในอวกาศ นอกจากนี้ ตัวจรวดขั้นบนยังสามารถทนต่อการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนลงจอดแบบควบคุมทิศทางอย่างนุ่มนวลในมหาสมุทรนอกชายฝั่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตามแผนที่วางไว้

เดิมทีบูสเตอร์ Super Heavy มีกำหนดลงจอดแบบนุ่มนวล (soft splashdown) ในน่านน้ำอ่าวเม็กซิโก แต่บูสเตอร์ไม่สามารถทำการจุดเครื่องยนต์ตามที่จำเป็นสำหรับการกลับลงจอดแบบควบคุมได้ ส่งผลให้เกิด “การตกกระแทกรุนแรง” (hard splashdown) ลงในอ่าวเม็กซิโก ตามที่ SpaceX ระบุไว้ในรายงานอัปเดตภารกิจ

Federal Aviation Administration (FAA) ได้พิจารณาให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “เหตุผิดปกติ” (mishap) และกำหนดให้ SpaceX ต้องดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์

“FAA จะกำกับดูแลการสอบสวนที่นำโดย SpaceX มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการ และเป็นผู้อนุมัติรายงานฉบับสุดท้ายของ SpaceX รวมถึงมาตรการแก้ไขต่าง ๆ” เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานระบุในอัปเดตวันนี้

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการสอบสวนจะใช้เวลานานเพียงใด แต่ก็ไม่ควรคาดว่าจะล่าช้าเป็นเวลานานนัก เนื่องจาก SpaceX มักดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การสั่งระงับการบินของจรวด Falcon 9 ซึ่งเป็นจรวดหลักของบริษัทเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กินเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/faa-grounds-spacexs-starship-v3-megarocket-after-flight-12-mishap


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleจีนส่งนักบินอวกาศ 3 คนขึ้นสถานีอวกาศเทียนกง รวมถึงชาวฮ่องกงคนแรกในประวัติศาสตร์

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here