จรวด Ariane 6 ทะยานขึ้นจาก Guiana Space Centre ในเมืองคูรู เฟรนช์เกียนา เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2026 เวลา 08:21 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (12:21 GMT หรือ 09:21 น. ตามเวลาท้องถิ่น)

บนยอดจรวดบรรทุกดาวเทียมบรอดแบนด์ของโครงการ Project Kuiper จำนวน 36 ดวงของ Amazon ซึ่งมีน้ำหนักรวมมากกว่าสัมภารกิจใด ๆ ที่เคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดตระกูล Ariane ทำให้ภารกิจนี้สร้างสถิติใหม่ด้านน้ำหนักบรรทุกของจรวดยุโรป

Amazon LEO หรือชื่อเดิม Project Kuiper คือโครงการเครือข่ายดาวเทียมบรอดแบนด์ขนาดใหญ่ของ Amazon ที่กำลังถูกสร้างขึ้นในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะประกอบด้วยดาวเทียมมากกว่า 3,200 ดวง ซึ่งจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศผ่านภารกิจปล่อยจรวดมากกว่า 80 เที่ยวบิน จากผู้ให้บริการหลายราย สำหรับภารกิจในวันนี้ ได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จจนทำให้จำนวนดาวเทียมของโครงการ Amazon LEO ที่ถูกนำส่งสู่ LEO สะสมครบ 100 ดวง เป็นครั้งแรก

แม้ว่าโครงการ Project Kuiper ของ Amazon จะมีขนาดใหญ่และมีเป้าหมายส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรมากกว่า 3,200 ดวง แต่เมื่อเทียบกับเครือข่ายคู่แข่งอย่าง Starlink ของ SpaceX แล้ว ยังถือว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก ปัจจุบัน Starlink ซึ่งเปิดให้บริการอยู่แล้วในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) มีดาวเทียมที่ปฏิบัติงานอยู่มากกว่า 10,500 ดวง และจำนวนดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปล่อยดาวเทียมชุดใหม่เป็นประจำ

ภารกิจในวันพุธนี้นับเป็นการปล่อยดาวเทียมของโครงการ Project Kuiper ครั้งที่ 14 โดยรวม (รวมถึงการปล่อยดาวเทียมต้นแบบ 2 ดวงเมื่อเดือนตุลาคม 2023) และเป็นภารกิจครั้งที่ 3 ที่ดำเนินการด้วยจรวด Ariane 6 อย่างไรก็ตาม ภารกิจครั้งนี้ได้สร้างสถิติใหม่ เนื่องจากเที่ยวบิน Amazon Leo สองครั้งก่อนหน้าที่ใช้ Ariane 6 บรรทุกดาวเทียมได้ครั้งละ 32 ดวง ขณะที่ภารกิจล่าสุดสามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ถึง 36 ดวง ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดที่เคยมีมาสำหรับภารกิจ Amazon Leo บนจรวด Ariane 6

ด้วยเหตุนี้ ภารกิจดังกล่าวจึงกลายเป็น “การจัดวางดาวเทียม (Stack Configuration) ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสัมภารกิจที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เคยถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดตระกูล Ariane” ตามที่ตัวแทนของ Arianespace ผู้ให้บริการจรวด Ariane 6 ระบุไว้ในเอกสารข้อมูลภารกิจ

เอกสารข้อมูลภารกิจไม่ได้ระบุน้ำหนักรวมของสัมภารกิจครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้พบว่า ดาวเทียมของโครงการ Project Kuiper จำนวน 29 ดวง มีน้ำหนักรวมประมาณ 37,000 ปอนด์ (16,800 กิโลกรัม) หรือเฉลี่ยราว 1,275 ปอนด์ (578 กิโลกรัม) ต่อดวง ดังนั้น หากคำนวณจากน้ำหนักเฉลี่ยดังกล่าว ดาวเทียมจำนวน 36 ดวง ที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรในภารกิจนี้จะมีน้ำหนักรวมประมาณ 45,900 ปอนด์ (20,820 กิโลกรัม) ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมภารกิจนี้จึงกลายเป็นสัมภารกิจที่มีน้ำหนักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของจรวด Ariane 6

จรวด Ariane 6 ได้รับแรงขับเพิ่มเติมในภารกิจครั้งนี้จากบูสเตอร์เชื้อเพลิงแข็งแบบติดข้าง P160C จำนวน 4 ตัว เพื่อรองรับการส่งสัมภารกิจขนาดใหญ่เป็นพิเศษขึ้นสู่วงโคจร แม้ว่า Ariane 6 จะเคยบินพร้อมบูสเตอร์เชื้อเพลิงแข็ง 4 ตัวมาแล้วในภารกิจก่อนหน้า แต่การปล่อยครั้งนี้ถือเป็น การใช้งานบูสเตอร์ P160C รุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะสูงกว่าเดิมเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยเพิ่มแรงขับและขีดความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักของจรวดได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การอัปเกรดเป็นบูสเตอร์ P160C จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกสัมภารกิจของจรวด Ariane 6 สู่วงโคจรต่ำของโลก (LEO) ได้มากกว่า 2 ตัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปล่อยและการปฏิบัติการในช่วงแรกของกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่” ตัวแทนของ Arianespace ระบุไว้ในเอกสารข้อมูลภารกิจ

“นอกจากนี้ บูสเตอร์รุ่นใหม่นี้ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะอย่างมีนัยสำคัญสำหรับภารกิจสู่วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit) ภารกิจทางวิทยาศาสตร์ และภารกิจสำรวจอวกาศ ทำให้ Ariane 6 สามารถรองรับภารกิจได้หลากหลายยิ่งขึ้น และขยายขอบเขตการใช้งานของจรวดให้ครอบคลุมภารกิจในอนาคตมากกว่าเดิม”

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จรวด Ariane 6 จะปล่อยดาวเทียมของโครงการ Project Kuiper ที่ระดับความสูงประมาณ 289 ไมล์ (465 กิโลเมตร) เหนือพื้นผิวโลก ตามข้อมูลในเอกสารภารกิจ ดาวเทียมทั้ง 36 ดวง จะถูกปล่อยออกจากจรวดและเข้าสู่วงโคจรอย่างสมบูรณ์ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 51 นาทีหลังการปล่อยจรวด ทำให้ดาวเทียมทั้งหมดเริ่มปฏิบัติภารกิจในอวกาศได้ตามแผน

ภารกิจในวันพุธนี้นับเป็นการบินครั้งที่ 8 ของจรวด Ariane 6 ซึ่งเป็นจรวดยกส่งหนักรุ่นใหม่ของยุโรปที่เผชิญความล่าช้าในการพัฒนามาเป็นเวลาหลายปี เดิมที Ariane 6 มีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 แต่ต้องเลื่อนออกไปหลายครั้ง ก่อนจะสามารถขึ้นบินได้จริงในเดือนกรกฎาคม 2024 ด้วยภารกิจทดสอบที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ โดยจรวดสามารถเข้าสู่วงโคจรและปล่อยดาวเทียมคิวบ์แซต (CubeSat) จำนวน 9 ดวงได้ตามแผน อย่างไรก็ตาม จรวดขั้นบนไม่สามารถจุดเครื่องยนต์ครั้งสุดท้ายได้สำเร็จ ส่งผลให้ไม่สามารถปล่อยแคปซูลทดลองกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกจำนวน 2 ลำตามที่วางแผนไว้ นับตั้งแต่นั้นมา ทุกภารกิจของ Ariane 6 ล้วนประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้นของจรวดยุโรปรุ่นใหม่นี้

หมายเหตุจากบรรณาธิการ: บทความนี้ได้รับการอัปเดตเมื่อเวลา 08:40 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (EDT) ของวันที่ 17 มิถุนายน 2026 เพื่อเพิ่มข้อมูลยืนยันว่าการปล่อยจรวดประสบความสำเร็จตามแผน

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/ariane-6-rocket-record-breaking-launch-amazon-leo-le-03

ที่มาของวีดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=GFyhszzyiJA&feature=youtu.be


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleSpaceX ปล่อยดาวเทียม BlueBird ขนาดยักษ์ 3 ดวงจากฟลอริดา สำเร็จ
Next articleกลับถึงบ้านอีกครั้ง! แคปซูลขนส่งสินค้า Dragon ของ SpaceX ลงจอดในมหาสมุทรนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียสำเร็จ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here