Blue Origin เริ่มก่อสร้างแท่นปล่อยจรวดที่เสียหายจากเหตุระเบิดเมื่อเดือนที่แล้ว โดยครั้งนี้บริษัทได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบใหม่ทั้งหมด แทนที่จะสร้างขึ้นตามแบบเดิม

จรวด New Glenn ขนาดใหญ่ของบริษัทเกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ระหว่างการทดสอบเครื่องยนต์ตามปกติ ที่ Launch Complex 36A (LC-36A) ซึ่งตั้งอยู่ภายในฐาน Cape Canaveral Space Force Station รัฐฟลอริดา แรงระเบิดทำให้ตัวจรวดถูกทำลายทั้งหมด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายส่วนของแท่นปล่อยจรวด ไม่ว่าจะเป็น หอป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Tower) และ รถลำเลียงพร้อมโครงยกจรวด (Transporter-Erector) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ขนส่งจรวด New Glenn จากอาคารประกอบจรวดมายังแท่นปล่อย และทำหน้าที่ยกจรวดให้ตั้งขึ้นในแนวดิ่งเมื่อถึงจุดปล่อย

Blue Origin ให้คำมั่นว่าจะฟื้นตัวจากเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเร็ว โดยตั้งเป้าส่งจรวด New Glenn ซึ่งมีความสูง 320 ฟุต (98 เมตร) กลับขึ้นบินอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ด้วยเหตุนี้ การบูรณะและก่อสร้างแท่นปล่อยจรวด Launch Complex 36A (LC-36A) ขึ้นใหม่จึงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากปัจจุบันแท่นปล่อยแห่งนี้เป็นจุดปล่อยเพียงแห่งเดียวของจรวด New Glenn และในวันนี้ (30 มิถุนายน 2026) Blue Origin เปิดเผยว่าบริษัทมีความคืบหน้าอย่างมากในการฟื้นฟูแท่นปล่อยดังกล่าวแล้ว

“การเก็บกู้อุปกรณ์และการเคลียร์ซากจากพื้นที่แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และขณะนี้เราได้เริ่มดำเนินการสร้างแท่นปล่อยจรวดขึ้นใหม่แล้ว” Dave Limp ซีอีโอของ Blue Origin กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันนี้

อย่างไรก็ตาม การบูรณะครั้งนี้ไม่ได้มุ่งสร้างแท่นปล่อย LC-36A ให้เหมือนเดิม แต่ Blue Origin เลือกพัฒนาแท่นปล่อยโฉมใหม่ที่ออกแบบให้รองรับ แนวคิดการปฏิบัติการ (ConOps) รูปแบบใหม่ของการปล่อยจรวด New Glenn เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการปฏิบัติภารกิจในอนาคต

Blue Origin กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการของแท่นปล่อยมาใช้ระบบ แบบผสมระหว่างแนวนอนและแนวตั้ง (Horizontal/Vertical Hybrid Configuration) เพื่อให้สามารถกลับมาปล่อยจรวด New Glenn จากแท่น Launch Complex 36A (LC-36A) ได้อีกครั้งภายในปีนี้ ภายใต้แนวทางใหม่ บริษัทจะประกอบขั้นจรวดแต่ละส่วนเข้าด้วยกันในแนวนอนภายในอาคารประกอบจรวด (Integration Facility: IF) ก่อนลำเลียงจรวดที่ประกอบเสร็จแล้วไปยังแท่นปล่อย จากนั้นใช้เครนยกจรวดให้ตั้งขึ้นในแนวดิ่ง และติดตั้งส่วนบรรทุก (Payload) หลังจากจรวด New Glenn อยู่ในตำแหน่งแนวตั้งเรียบร้อยแล้ว นอกจากจะช่วยให้ Blue Origin สามารถกลับมาปล่อยจรวดได้ภายในปีนี้ แนวคิดการปฏิบัติการ (Concept of Operations: ConOps) รูปแบบใหม่นี้ยังช่วยเพิ่ม ความถี่ในการปล่อยจรวด (Flight Cadence) ทำให้บริษัทสามารถรองรับภารกิจการปล่อยจรวดได้บ่อยครั้งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ แท่นปล่อย Launch Complex 36A (LC-36A) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จะใช้ เครน แทน รถลำเลียงพร้อมโครงยกจรวด (Transporter-Erector) สำหรับยกจรวดขึ้นสู่แนวดิ่ง ขณะที่การติดตั้ง ส่วนบรรทุก (Payload) จะดำเนินการที่แท่นปล่อยโดยตรง แทนการติดตั้งภายในอาคารประกอบจรวด (Integration Facility: IF) เหมือนในรูปแบบเดิม

ตามคำกล่าวของ Dave Limp ระบุว่า Blue Origin มีแผนที่จะนำ แนวคิดการปฏิบัติการแบบผสม (Hybrid ConOps) มาใช้กับจรวด New Glenn รุ่นยกกำลังสูง (Super-Heavy) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งใช้ชื่อว่า 9X4 โดยชื่อรุ่นดังกล่าวอ้างอิงถึงการจัดวางเครื่องยนต์ของจรวด ได้แก่ เครื่องยนต์ BE-4 จำนวน 9 เครื่องในขั้นแรก และเครื่องยนต์ BE-3U จำนวน 4 เครื่องในขั้นบน

ปัจจุบัน New Glenn รุ่นที่ใช้งานอยู่เป็นรุ่น 7X2 ซึ่งสามารถบรรทุกสัมภาระขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ได้ประมาณ 50 ตัน (45 เมตริกตัน) ขณะที่รุ่น 9X4 จะเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกเป็น 77 ตัน (70 เมตริกตัน) สู่ LEO นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ แฟริ่งครอบสัมภาระ (Payload Fairing) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 ฟุต (8.7 เมตร) แทนขนาด 23 ฟุต (7 เมตร) ของรุ่นปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ Blue Origin ได้เริ่มพัฒนาแท่นปล่อยจรวดอีกแห่งคือ Launch Complex 36B (LC-36B) ที่ฐานปล่อยจรวด Cape Canaveral เพื่อรองรับการปล่อยจรวด New Glenn 9X4 โดยเฉพาะ และตามคำกล่าวของ Limp แท่นปล่อยแห่งนี้ก็จะได้รับการออกแบบให้รองรับ แนวคิดการปฏิบัติการแบบผสม (Hybrid ConOps) เช่นเดียวกัน

Artist’s illustration of Blue Origin’s New Glenn launching from the reconstructed Pad 36A at Cape Canaveral Space Force Station in Florida. (Image credit: Blue Origin)

การอัปเดตในวันนี้ยังเปิดเผยด้วยว่า Blue Origin มีความคืบหน้าในการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุขัดข้อง (Anomaly) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 แล้วในระดับหนึ่ง แม้ว่าการตรวจสอบและวิเคราะห์จะยังไม่แล้วเสร็จ และยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มเติม

Blue Origin ระบุว่า จรวดลำดังกล่าวติดตั้งระบบตรวจวัดข้อมูล (Instrumentation) อย่างครอบคลุม พร้อมทั้งมีข้อมูลจากกล้องหลายมุมและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของเหตุขัดข้อง และดำเนินการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง จากการวิเคราะห์เบื้องต้น พบว่าต้นตอของปัญหามีแนวโน้มอยู่บริเวณ ส่วนท้ายของจรวดขั้นแรก (Aft Section of the First Stage)

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/blue-origin-starts-rebuilding-launch-pad-damaged-by-new-glenn-rocket-explosion-and-it-will-look-very-different-when-its-done


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleNASA เตรียมส่งภารกิจกู้ภัยวันที่ 30 มิถุนายน เพื่อช่วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ไม่ให้ถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก
Next articleรับชม Rocket Lab ปล่อยดาวเทียมเรดาร์สำรวจโลกของญี่ปุ่นจากนิวซีแลนด์คืนนี้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here