จรวด Falcon 9 ของ SpaceX ทะยานขึ้นจากฐานปล่อย Vandenberg Space Force Base ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 พร้อมนำส่ง ดาวเทียมจำนวน 21 ดวง สำหรับกลุ่มดาวเทียม Tranche 1 Transport Layer (T1TL) ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารข้อมูลรุ่นใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ ขึ้นสู่วงโคจร
ภารกิจปล่อยจรวดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.32 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (20.32 น. GMT หรือ 13.32 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐแคลิฟอร์เนีย)
อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา Starship จรวดขนาดยักษ์ของ SpaceX ซึ่งเป็นยานปล่อยที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา มีกำหนดขึ้นบินทดสอบเป็น ครั้งที่ 13 จรวดจะทะยานขึ้นจากฐาน Starbase ของบริษัทในรัฐเท็กซัสตอนใต้ ภายในช่วงเวลาปล่อย 90 นาที ซึ่งจะเริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 18.45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (22.45 น. GMT หรือ 17.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐเท็กซัส)
SpaceX จะถ่ายทอดสดภารกิจดังกล่าว และเว็บไซต์ Space.com จะนำสัญญาณมาเผยแพร่เช่นกัน โดยการถ่ายทอดจะเริ่มขึ้นประมาณ 30 นาทีก่อนการปล่อยจรวด
ภารกิจปล่อย Falcon 9 ในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกลุ่มดาวเทียม Tranche 1 Transport Layer (T1TL) ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมใน วงโคจรระดับต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ที่จะดำเนินงานโดย สำนักงานพัฒนาอวกาศ (Space Development Agency: SDA) ภายใต้กองทัพอวกาศสหรัฐฯ
SDA ระบุว่า เครือข่าย T1TL จะทำหน้าที่ ให้บริการการสื่อสารครอบคลุมทั่วโลก พร้อมมอบ ระบบการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสที่ปลอดภัยและต่อเนื่องในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ ทั่วโลก
เครือข่าย Tranche 1 Transport Layer (T1TL) จะประกอบด้วย ดาวเทียมทั้งหมด 126 ดวง ซึ่งผลิตโดยบริษัท York Space Systems, Lockheed Martin และ Northrop Grumman จนถึงปัจจุบัน มีการส่งดาวเทียมในโครงการนี้ขึ้นสู่อวกาศแล้ว 63 ดวง ผ่านการปล่อยจรวด Falcon 9 จากฐานปล่อย Vandenberg Space Force Base จำนวน 3 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ภารกิจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และภารกิจล่าสุดในวันนี้ ดาวเทียมทั้ง 126 ดวง จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ใน วงโคจรระดับต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งสำนักงานพัฒนาอวกาศของสหรัฐฯ (Space Development Agency: SDA) เรียกว่า Proliferated Warfighter Space Architecture (PWSA)
SDA ระบุในเอกสารข้อมูลของ Tranche 1 ว่า PWSA เป็น กลุ่มดาวเทียมขนาดเล็กหลายร้อยดวงที่เชื่อมต่อกันด้วยระบบสื่อสารผ่านลิงก์แสง (Optical Link) ในวงโคจรระดับต่ำของโลก เพื่อมอบขีดความสามารถด้านการสื่อสารและการปฏิบัติการให้แก่กำลังพลในสนามรบได้อย่างรวดเร็ว
SDA ระบุเพิ่มเติมว่า
“SDA ใช้แนวทางการพัฒนาแบบต่อยอดเป็นลำดับขั้น (Spiral Development) โดยจะพัฒนาและนำขีดความสามารถใหม่ ๆ เข้าสู่เครือข่าย PWSA รุ่นใหม่ทุก ๆ สองปี ซึ่งเรียกว่า ‘Tranche’ เพื่อยกระดับศักยภาพของระบบที่สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง”

ในช่วงแรกของภารกิจ ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ โดย จรวดท่อนแรกของ Falcon 9 ได้กลับสู่โลกและลงจอดบนเรือโดรน “Of Course I Still Love You” กลางมหาสมุทรแปซิฟิกได้สำเร็จ หลังปล่อยตัวประมาณ 8 นาทีครึ่ง ตามข้อมูลภารกิจของ SpaceX นี่เป็น เที่ยวบินครั้งที่ 4 ของจรวดท่อนแรกลำนี้ ซึ่งมีรหัส B1103 ขณะที่ จรวดท่อนบน (Upper Stage) ยังคงนำส่ง ดาวเทียมทั้ง 21 ดวง ไปยัง วงโคจรระดับต่ำของโลก (LEO) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดเวลาหรือพิกัดที่แน่ชัดในการปล่อยดาวเทียม เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ในรายละเอียดภารกิจของ SpaceX
นอกจากนี้ SpaceX ยังยุติการถ่ายทอดสดหลังจากจรวดท่อนแรกลงจอดได้สำเร็จ ตามคำร้องขอของ สำนักงานพัฒนาอวกาศของสหรัฐฯ (Space Development Agency: SDA)
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: ข่าวนี้ได้รับการอัปเดตเมื่อเวลา 16.44 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ของวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จในการปล่อยจรวดและการลงจอดของจรวดท่อนแรก
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-falcon-9-launch-sda-titl-3-military-satellites
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








