หลังจากเกิดเหตุระเบิดของจรวด New Glenn ทาง Blue Origin ตั้งเป้าที่จะซ่อมแซมความเสียหายให้แล้วเสร็จ และนำจรวด New Glenn ลำใหม่ขึ้นประจำแท่นปล่อยอีกครั้งก่อนสิ้นปี 2026 ตามคำกล่าวของ Dave Limp ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและทะเยอทะยานอย่างมาก
จรวด New Glenn ของ Blue Origin ถูกตั้งอยู่ที่ Launch Complex 36 (LC-36) ณ Cape Canaveral Space Force Station เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 พฤษภาคม 2026) เพื่อทำการทดสอบจุดเครื่องยนต์ประจำแท่น (Static Hot Fire Test) ก่อนภารกิจปล่อยจรวดครั้งที่ 4 ของยาน แม้ว่า Blue Origin จะยังไม่แล้วเสร็จการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด จรวด New Glenn ได้เกิดระเบิดขึ้นบนแท่นปล่อย ส่งผลให้เกิดลูกไฟขนาดมหึมาที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลกว่าร้อยไมล์ แรงระเบิดได้ทำลายตัวจรวดจนสิ้นสภาพ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ของ Launch Complex 36 รวมถึงพืชพรรณโดยรอบบริเวณแท่นปล่อยด้วย
หลังจากกลุ่มควันจากเหตุระเบิดจางหายไปแล้ว Dave Limp ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า Blue Origin จะสามารถเตรียมจรวด New Glenn ให้พร้อมกลับมาปล่อยขึ้นสู่อวกาศได้อีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ โดยเขาระบุในโพสต์บน X ว่า “ก่อนสิ้นปีนี้” และปิดท้ายข้อความด้วยวลี “Gradatim Ferociter” ซึ่งเป็นคำขวัญของบริษัทที่มีความหมายว่า “ก้าวไปทีละขั้นอย่างมุ่งมั่นและดุดัน”

Dave Limp ระบุว่า แม้บริเวณ Launch Complex 36 (LC-36) จะได้รับความเสียหายอย่างหนักจนสามารถมองเห็นร่องรอยได้จากอวกาศ แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง โดยนอกจากหอเก็บน้ำของสถานีแล้ว ระบบคลังเชื้อเพลิง รวมถึงถังเก็บออกซิเจนเหลว ไฮโดรเจนเหลว และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังคงอยู่ในสภาพดี อย่างไรก็ตาม แท่นปล่อยจรวดไม่ได้รอดพ้นจากความเสียหาย และยังคงได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดในครั้งนี้
หอคอยขนาดใหญ่ที่ใช้ประสานงานระบบต่าง ๆ และโครงสร้างภาคพื้นดินของแท่นปล่อยได้รับความเสียหายจากความร้อนและเปลวไฟอย่างรุนแรงจากแรงระเบิด แต่ยังคงมีสภาพดีพอที่จะซ่อมแซมได้ โดย Dave Limp ระบุว่าไม่จำเป็นต้องรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ขณะที่อุปกรณ์ Transporter-Erector หรือโครงสร้างรองรับที่ใช้ขนย้ายและตั้งจรวด New Glenn ขึ้นสู่ตำแหน่งบนแท่นปล่อย ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แทนที่จะสร้างโครงสร้างเดิมขึ้นมาใหม่ Blue Origin มีแผนจะนำแนวคิดการปฏิบัติการแบบแนวตั้ง (Alternative Vertical Concept of Operations) มาใช้แทน ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทได้พัฒนาและศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว
ตัวอย่างเช่น SpaceX ได้ปล่อยจรวดทดสอบ SpaceX Starship เที่ยวบินแรกในเดือนเมษายน 2023 ก่อนที่จะสร้างร่องระบายเปลวไฟ (Flame Trench) ใต้แท่นปล่อยที่ฐานปล่อย Starbase ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส ส่งผลให้เครื่องยนต์ Raptor ทั้ง 33 เครื่องของบูสเตอร์ Super Heavy พ่นแรงขับมหาศาลจนเกิดหลุมขนาดใหญ่บนพื้นคอนกรีตของแท่นปล่อย และทำให้เศษซากจำนวนมากกระเด็นกระจายไปทั่วบริเวณแท่นปล่อยและพื้นที่โดยรอบขณะที่จรวดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เที่ยวบินทดสอบ Starship ครั้งที่สองเกิดขึ้นประมาณ 7 เดือนต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2023 ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเวลาที่ Blue Origin คาดหวังไว้สำหรับการฟื้นฟู Launch Complex 36 (LC-36) อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดจากแรงขับของเครื่องยนต์จรวดนั้นแตกต่างอย่างมากจากความเสียหายที่เกิดจากการระเบิดของจรวดทั้งลำบนแท่นปล่อย เพราะทั้งสองกรณีมีระดับความรุนแรงและขอบเขตการทำลายล้างที่ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้
เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2016 เมื่อจรวด Falcon 9 ของ SpaceX เกิดระเบิดขึ้นระหว่างการทดสอบจุดเครื่องยนต์ประจำแท่น (Static Hot Fire Test) ที่ Launch Complex 40 (LC-40) ซึ่งเป็นการทดสอบประเภทเดียวกับที่จรวด New Glenn กำลังดำเนินการอยู่ ส่งผลให้แท่นปล่อยและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ไม่สามารถรองรับการปล่อยจรวดได้อีกเป็นเวลานานถึง 1 ปี ขณะเดียวกัน ที่ Wallops Flight Facility ของ NASA ก็เคยเกิดเหตุร้ายแรงในปี 2014 ระหว่างภารกิจ Orb-3 เมื่อจรวด Antares ขัดข้องเพียงไม่กี่วินาทีหลังทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย ก่อนตกกลับลงมาระเบิดบริเวณฐานปล่อยด้านล่าง ส่งผลให้ต้องใช้เวลานานเกือบ 2 ปีกว่าที่สถานีปล่อยดังกล่าวจะกลับมารองรับภารกิจปล่อยจรวดได้อีกครั้ง
เนื่องจาก Launch Complex 36 (LC-36) เป็นแท่นปล่อยจรวดเพียงแห่งเดียวของ Blue Origin ทุกวันที่แท่นปล่อยแห่งนี้ยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ ย่อมหมายถึงความล่าช้าเพิ่มเติมในการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของจรวด New Glenn ความล่าช้าดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธมิตรสำคัญอย่าง Amazon ซึ่งได้ว่าจ้าง Blue Origin ให้ปล่อยดาวเทียมอินเทอร์เน็ตในวงโคจรต่ำหลายภารกิจ รวมถึง NASA ที่กำลังพึ่งพา New Glenn สำหรับภารกิจสำคัญบางส่วนของโครงการ Artemis Program ซึ่งมีเป้าหมายในการนำนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง
NASA ได้ว่าจ้างยาน SpaceX Starship ของ SpaceX และยาน Blue Moon ของ Blue Origin ให้เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ 2 รุ่นแรกภายใต้โครงการ Artemis Program และหากความสามารถของ Blue Origin ในการส่ง Blue Moon ขึ้นสู่วงโคจรต้องเผชิญกับความล่าช้า ก็อาจทำให้บริษัทต้องตกเป็นรองในการแข่งขันเพื่อมีบทบาทสำคัญต่อภารกิจพามนุษยชาติกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้แผนการนำนักบินอวกาศกลับสู่ดวงจันทร์ต้องล่าช้าออกไปด้วย เนื่องจากทั้ง SpaceX Starship และ Blue Moon ยังต้องผ่านขั้นตอนการพัฒนาและการทดสอบอีกหลายด้าน ก่อนที่ NASA จะรับรองให้สามารถใช้งานสำหรับการขนส่งนักบินอวกาศได้จริง ดังนั้น หาก Blue Origin สูญเสียเวลาเพิ่มเติมจากเหตุการณ์นี้ ก็อาจยิ่งทำให้ทางเลือกของ NASA ในโครงการ Artemis Program ลดน้อยลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความล่าช้าหรืออุปสรรคต่อกำหนดการลงจอดบนดวงจันทร์ที่หน่วยงานวางไว้
ปัจจุบัน NASA ตั้งเป้าหมายปี 2027 สำหรับภารกิจ Artemis 3 ซึ่งจะเป็นภารกิจส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกด้วยยาน Orion เพื่อฝึกซ้อมการนัดพบและเชื่อมต่อยาน (Rendezvous and Docking) กับยานลงจอดดวงจันทร์หนึ่งลำหรือทั้งสองลำ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโครงการ ส่วนภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกภายใต้โครงการ Artemis มีกำหนดในปี 2028 และบทบาทของ Blue Origin ในช่วงเวลาระหว่างนี้จนถึงวันนั้น จะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการฟื้นฟูและนำ Launch Complex 36 (LC-36) กลับมาใช้งานได้อีกครั้งเป็นอย่างมาก
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/blue-origin-says-new-glenn-rocket-will-launch-again-before-the-end-of-the-year-after-explosion
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








