SpaceX ได้เลื่อนกำหนดการปล่อย Starship จรวดขนาดยักษ์ออกไปอีกไม่กี่วัน

ปัจจุบัน บริษัทของ Elon Musk ตั้งเป้าปล่อยทดสอบ Starship Flight 13 ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2026 โดย Starship เป็นจรวดขนาดใหญ่ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ทั้งหมด ซึ่งกำลังพัฒนาเพื่อรองรับภารกิจส่งมนุษย์ไปยัง ดวงจันทร์ และ ดาวอังคาร รวมถึงภารกิจด้านอวกาศอื่น ๆ ในอนาคต

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน Starship ซึ่งมีความสูง 124.4 เมตร จะทะยานขึ้นจากฐาน Starbase ของ SpaceX ในรัฐเท็กซัสตอนใต้ ภายใน หน้าต่างการปล่อยจรวด (Launch Window) ที่เปิดเป็นเวลา 90 นาที โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 18.45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (22.45 น. GMT หรือ 17.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐเท็กซัส) ผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดภารกิจได้ผ่าน Space.com ซึ่งได้รับสัญญาณถ่ายทอดสดจาก SpaceX

การปล่อยในครั้งนี้จะเป็น ความพยายามครั้งที่ 2 ของภารกิจ Starship Flight 13 หลังจากความพยายามครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ต้องยุติลง เนื่องจากระบบสั่ง ยกเลิกการปล่อย (Abort) ในช่วงที่ เครื่องยนต์ Raptor ทั้ง 33 เครื่องของจรวดท่อนแรกกำลังเริ่มจุดระเบิด

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว Elon Musk ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า

“เพื่อให้มั่นใจว่าการบินจะเป็นไปอย่างราบรื่น เราจะถอดและเปลี่ยนเครื่องยนต์ Raptor จำนวน 2 เครื่อง โดยคาดว่าช่วงเวลาที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการปล่อยครั้งใหม่คือช่วงต้นสัปดาห์หน้า”

เดิมที SpaceX ตั้งเป้าจะทดสอบ Starship Flight 13 อีกครั้งในวันนี้ (20 กรกฎาคม) แต่ในวันอาทิตย์ (19 กรกฎาคม) บริษัทได้ประกาศ เลื่อนกำหนดการปล่อยออกไป โดยระบุว่าจะ ไม่เร็วกว่าวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2026

ภารกิจ Flight 13 จะเป็น การปล่อยทดสอบครั้งที่ 2 ของ Starship Version 3 (V3) ซึ่งเป็น Starship รุ่นล่าสุดและมีความก้าวหน้าที่สุด ที่ SpaceX พัฒนาขึ้น หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน Starship V3 จะเป็นรุ่นที่ใช้สำหรับ นำส่งนักบินอวกาศของ NASA ลงจอดบนดวงจันทร์ ภายใต้โครงการ Artemis รวมถึงรองรับ ภารกิจส่งมนุษย์ของ SpaceX ไปยังดาวอังคารเป็นครั้งแรก ในอนาคต

แผนการทดสอบบินแบบ กึ่งวงโคจร (Suborbital) ในครั้งนี้มีเป้าหมายใกล้เคียงกับภารกิจ Flight 12 ซึ่งปล่อยขึ้นบินเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026

โดย Super Heavy ซึ่งเป็นจรวดท่อนแรก จะพยายามบินกลับสู่โลกและลงสู่ อ่าวเม็กซิโก แบบควบคุมได้ ขณะที่ Ship ซึ่งเป็นจรวดท่อนบน จะบินไปลงสู่มหาสมุทรนอกชายฝั่ง ออสเตรเลียตะวันตก ในลักษณะเดียวกัน ในภารกิจ Flight 12 นั้น SpaceX สามารถบรรลุเป้าหมายของ Ship ได้สำเร็จ แต่ Super Heavy ประสบปัญหาเครื่องยนต์ระหว่างการบินกลับสู่โลก ทำให้ไม่สามารถลงสู่พื้นที่เป้าหมายได้ตามแผน และตกกระแทกผิวน้ำในอ่าวเม็กซิโกอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม Flight 13 จะมีการทดสอบภารกิจใหม่เพิ่มเติมจากเที่ยวบินก่อนหน้า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การบรรทุกดาวเทียมอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ Starlink V3 ของ SpaceX จำนวน 20 ดวง ซึ่งจะเป็น การเดินทางสู่อวกาศครั้งแรกของดาวเทียมรุ่นนี้

SpaceX มีแผนสร้างเครือข่าย Starlink V3 จำนวน 100,000 ดวง ใน วงโคจรระดับต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ในช่วงหลายปีข้างหน้า โดย Starship จะทำหน้าที่เป็นยานหลักสำหรับการขนส่งและปล่อยดาวเทียมทั้งหมดขึ้นสู่อวกาศ

อย่างไรก็ตาม ดาวเทียม Starlink V3 ทั้ง 20 ดวงจะไม่ถูกนำเข้าสู่วงโคจรอย่างถาวร เนื่องจาก Ship จะบินในวิถีการบินแบบกึ่งวงโคจร (Suborbital Trajectory) ส่งผลให้ดาวเทียมทั้งหมดกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในเวลาไม่นาน โดย SpaceX ระบุในรายละเอียดภารกิจ Flight 13 ว่า ดาวเทียมจะกลับเข้าสู่โลกภายในเวลาประมาณ 20 นาทีหลังจากถูกปล่อยออกจากยาน

Starship เปิดตัวและเริ่มการทดสอบบินครั้งแรกเมื่อเดือน เมษายน 2023 โดยจนถึงปัจจุบัน เที่ยวบินทดสอบทั้งหมดของ Starship เป็นการบินแบบกึ่งวงโคจร (Suborbital Flight) ทั้งสิ้น

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-targets-july-23-for-crucial-starship-flight-13-test-launch-after-abort


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleญี่ปุ่นปล่อยและนำจรวดต้นแบบ RV-X ลงจอดสำเร็จ เดินหน้าพัฒนาจรวดใช้ซ้ำ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here