SpaceX ปล่อย Starship จรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลกขึ้นทดสอบเที่ยวบินครั้งที่ 13 เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เผชิญกับ “ความเชื่อเรื่องเลข 13 อัปมงคล” แต่อย่างใด

การทดสอบเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ภายใต้ภารกิจ Starship Flight 13 ส่งจรวดขนาดมหึมาที่มีความสูงเทียบเท่าตึก 40 ชั้น ทะยานขึ้นสู่อวกาศจากฐานปล่อยในรัฐเท็กซัสตอนใต้ ก่อนที่ Super Heavy Booster จะเดินทางกลับสู่โลกตามแผน

ขณะเดียวกัน Starship ซึ่งเป็นยานขั้นบนของจรวด ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการ ลงจอดบนมหาสมุทรอินเดียอย่างนุ่มนวล ก่อนจะพลิกคว่ำในลักษณะหงายท้องและลอยอยู่บนผิวน้ำ

อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SpaceX โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า

“Starship ยังคงสภาพสมบูรณ์ ลอยอยู่ในมหาสมุทร และยังคงส่งข้อมูลโทรมาตร (Telemetry) กลับมาได้!”

“นี่ถือเป็นครั้งแรก” แดน ฮวอต (Dan Huot) โฆษกของ SpaceX กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสด ขณะที่โดรนส่งภาพอันน่าทึ่งของ Starship ที่กำลังลอยอยู่บนผิวน้ำ “นี่คือการลงจอดบนผิวน้ำที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ Starship เคยทำได้ในมหาสมุทรอินเดีย”

การลงจอดครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปของเที่ยวบินทดสอบที่ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ของ Starship รุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ SpaceX เคยสร้างมา Starship Flight 13 ทะยานขึ้นจากฐานปล่อย Starbase ในรัฐเท็กซัส ด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ เมื่อเวลา 18:51 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (22:51 น. GMT) โดยภารกิจทดสอบใช้เวลาบินรวม นานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนเสร็จสิ้นภารกิจอย่างราบรื่น

เที่ยวบินครั้งนี้นับเป็น การทดสอบครั้งที่ 2 ของ Starship รุ่นใหม่ Version 3 (V3) โดย SpaceX คาดหวังให้ภารกิจมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทดสอบครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในการทดสอบก่อนหน้านั้น หรือ ภารกิจ Starship Flight 12 จรวดท่อนแรก Super Heavy Booster ประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องหลังแยกตัวออกจากยานขั้นบน ทำให้ไม่สามารถลงจอดบนผิวน้ำใน อ่าวเม็กซิโก ได้ตามแผน และสุดท้ายตกกระแทกจนภารกิจสิ้นสุดลงด้วยความล้มเหลว

เดิมที SpaceX วางแผนปล่อย Starship Flight 13 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม แต่ต้องยกเลิกการปล่อยในวินาทีสุดท้าย เนื่องจากตรวจพบปัญหาที่เครื่องยนต์ ต่อมา บริษัทได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ Raptor บางส่วนของจรวดท่อนแรกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยอีกครั้งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 อย่างไรก็ตาม ความพยายามครั้งนั้นก็ต้องยกเลิกเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ก่อนที่ภารกิจจะสามารถทะยานขึ้นได้สำเร็จในวันศุกร์

ไม่กี่นาทีหลังการปล่อย Super Heavy Booster สามารถแยกตัวออกจากยาน Ship ซึ่งเป็นจรวดขั้นบนได้สำเร็จ จากนั้นทำการพลิกตัว (Flip Maneuver) และมุ่งหน้ากลับสู่โลกตามแผน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการจุดเครื่องยนต์เพื่อลดความเร็วก่อนลงจอด (Landing Burn) เกิดปัญหาขึ้น โดยเครื่องยนต์ทำงานเพียง 5 เครื่อง จากทั้งหมด 13 เครื่อง ที่จำเป็นสำหรับการชะลอความเร็วก่อนแตะผิวน้ำ ส่งผลให้บูสเตอร์พุ่งกระแทกผืนน้ำในอ่าวเม็กซิโกด้วยความเร็วสูงกว่าที่วางแผนไว้ ก่อนที่ภาพจากกล้องบนตัวยานจะขาดหายไป

แดน ฮวอต (Dan Huot) โฆษกของ SpaceX กล่าวว่า

“ดูเหมือนว่าเราไม่สามารถจุดเครื่องยนต์ได้ครบทั้ง 13 เครื่องตามที่วางแผนไว้สำหรับการเผาไหม้เพื่อลงจอดในช่วงแรก เราตั้งเป้าให้การลงจอดบนผิวน้ำนุ่มนวลกว่านี้ แต่จากที่ทุกคนเห็น บูสเตอร์ลงกระแทกผิวน้ำด้วยความเร็วค่อนข้างสูง”

SpaceX’s Starship Flight 13 Booster hits the Gulf of Mexico waters hard, with only 5 of 13 planned engines firing during a landing burn, on July 24, 2026. (Image credit: SpaceX)

Starlink V3 เปิดตัวครั้งแรก

— อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ SpaceX

“Starship ยังคงสภาพสมบูรณ์ ลอยอยู่ในมหาสมุทร…”

แม้ว่าจรวดท่อนแรก Super Heavy Booster จะลงจอดบนผิวน้ำได้ไม่สมบูรณ์ตามแผน แต่ภารกิจ Starship Flight 13 ก็ประสบความสำเร็จในหลายด้านที่สำคัญ ระหว่างที่ยาน Starship ซึ่งเป็นจรวดขั้นบน บินไปตามเส้นทางการบินแบบกึ่งวงโคจร (Suborbital Trajectory) ได้ปล่อย ดาวเทียมอินเทอร์เน็ต Starlink Version 3 (V3) รุ่นใหม่ จำนวน 20 ดวง สำเร็จ โดยดาวเทียมรุ่นใหม่นี้มีลักษณะแบนขนาดใหญ่ ติดตั้งระบบสื่อสารด้วย เลเซอร์ (Laser Communications) และแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่เครือข่ายดาวเทียม Starlink รุ่นปัจจุบันของ SpaceX ในอนาคต

SpaceX ออกแบบ Starship ให้สามารถบรรทุกและปล่อยดาวเทียม Starlink V3 ได้สูงสุด 60 ดวงต่อเที่ยวบิน โดยปล่อยดาวเทียมผ่านประตูห้องบรรทุกสัมภาระลักษณะเป็นช่องยาว คล้ายกับเครื่องจ่ายลูกอม PEZ ขนาดยักษ์ ในการทดสอบครั้งนี้ ดาวเทียม Starlink V3 ทั้ง 20 ดวง ถูกปล่อยออกจากยานได้อย่างราบรื่น โดยดาวเทียม 2 ดวงสุดท้ายได้เปิดไฟส่องสว่างและหันกลับมาบันทึกภาพยาน Starship ที่เป็นพาหนะนำส่ง ก่อนจะแยกตัวออกและเคลื่อนเข้าสู่ความมืดของอวกาศ

อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมทั้งหมด ไม่ได้เข้าสู่วงโคจรถาวร แต่ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเผาไหม้ตามแผน เนื่องจากภารกิจนี้ใช้เส้นทางบินแบบกึ่งวงโคจรเพื่อการทดสอบเท่านั้น หลังจากปล่อยดาวเทียมเสร็จสิ้น ยาน Starship ได้จุดเครื่องยนต์ Raptor จำนวน 1 เครื่องจากทั้งหมด 6 เครื่องขึ้นมาใหม่ เพื่อทดสอบความสามารถในการ จุดเครื่องยนต์ซ้ำระหว่างปฏิบัติภารกิจ (Engine Relight) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้ Starship ในอนาคตสามารถเข้าสู่วงโคจรและออกจากวงโคจรได้

การทดสอบครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ เนื่องจากที่ผ่านมา SpaceX ไม่สามารถดำเนินการทดสอบการจุดเครื่องยนต์ซ้ำได้ทุกครั้ง หากภารกิจในช่วงก่อนหน้าเกิดปัญหาหรือไม่เป็นไปตามแผน

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วง การกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก (Reentry) โดยกล้องบนตัวยานได้ถ่ายทอดภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของ Starship ที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลาสมาความร้อนสูง ขณะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศกลับสู่โลก ก่อนลงจอด ยานได้จุดเครื่องยนต์ Raptor จำนวน 3 เครื่อง เพื่อพลิกตัวเข้าสู่ท่าลงจอดในแนวดิ่ง จากนั้นจึงลดการทำงานลงเหลือ 2 เครื่อง และ 1 เครื่อง ตามลำดับ ก่อนแตะผิวน้ำและพลิกตะแคงลอยอยู่บนคลื่นในมหาสมุทร

ภาพของ Starship ที่ยังลอยอยู่บนผิวน้ำ สร้างเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากทีมงาน SpaceX ทั้งที่ฐานปล่อย Starbase ในรัฐเท็กซัส และสำนักงานใหญ่ด้านการผลิตจรวดที่เมือง ฮอว์ธอร์น (Hawthorne) รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งติดตามการถ่ายทอดสดของภารกิจ ที่ผ่านมา ยาน Starship มักจะระเบิดหลังจากพลิกคว่ำเมื่อลงจอด แต่ครั้งนี้ยานยังคงสภาพสมบูรณ์และลอยอยู่บนผิวน้ำได้

แดน ฮวอต (Dan Huot) โฆษกของ SpaceX กล่าวว่า

“นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้นำ Starship ลงแตะผิวน้ำได้สำเร็จ”

พร้อมเสริมว่า นี่คือ “การลงจอดบนผิวน้ำที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ Starship เคยทำได้”

เขากล่าวอีกว่า

“นี่คือสถานการณ์ในฝันของทีมงานที่กำลังพยายามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแผ่นป้องกันความร้อน (Heat Shield)”

A view of SpaceX’s Starship Flight 13 Ship vehicle wrapped in plasma during reentry on July 24, 2026. (Image credit: SpaceX)

อย่างไรก็ตาม แผ่นป้องกันความร้อน (Heat Shield) ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทีมกู้กู้ยานของ SpaceX จะนำมาตรวจสอบหลังภารกิจครั้งนี้ ภาพถ่ายทอดสดจาก Starship แสดงให้เห็นว่า เครื่องยนต์ Raptor ทั้ง 6 เครื่อง รวมถึง ครีบบังคับทิศทาง (Flaps) และระบบสำคัญอื่น ๆ ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์หลังการลงจอด ทีมวิศวกรของ SpaceX จะทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่สามารถกู้ขึ้นมาจากทะเลได้อย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาและปรับปรุง Starship ในรุ่นต่อ ๆ ไป

SpaceX กำลังพัฒนา Starship ให้เป็นระบบปล่อยจรวดที่สามารถ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด (Fully Reusable Launch System) โดยเป็นจรวดขนาดยักษ์สูง 407 ฟุต (124 เมตร) ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถส่งกลุ่มดาวเทียม Starlink ขึ้นสู่วงโคจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงรองรับภารกิจนำ นักบินอวกาศของ NASA เดินทางลงจอดบนดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการ

ปัจจุบัน NASA ได้เลือกใช้ Starship ของ SpaceX เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์สำหรับภารกิจ Artemis IV ซึ่งมีกำหนดส่งนักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 แม้ SpaceX จะทำการทดสอบ Starship มาแล้ว 13 เที่ยวบิน ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี แต่บริษัทยังไม่สามารถทำให้ยานปฏิบัติภารกิจ โคจรรอบโลกได้ครบหนึ่งรอบ และกลับมาได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นับเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้วนับตั้งแต่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เปิดตัวแนวคิดของจรวดลำนี้เป็นครั้งแรกในการนำเสนอเมื่อปี 2016 ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาและเปลี่ยนชื่อเป็น Starship ในปัจจุบัน

SpaceX’s Starship Flight 13 Ship vehicle floats in the Indian Ocean just after splashdown on July 24, 2026. (Image credit: SpaceX)

ในช่วง 2 ปีข้างหน้า SpaceX ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพียงแค่ส่ง Starship เข้าสู่วงโคจรเท่านั้น แต่ยังต้องการนำยาน Starship (Ship) กลับสู่โลกและให้แขนกลยักษ์ หรือ “Chopsticks” ของแท่นปล่อย Mechazilla ที่ฐาน Starbase รับยานไว้ได้สำเร็จ (ก่อนหน้านี้ SpaceX สามารถทำได้แล้วกับจรวดท่อนแรก Super Heavy Booster)

นอกจากนี้ SpaceX ยังมีภารกิจสำคัญอีกหลายด้านที่ต้องพิสูจน์ให้สำเร็จ ได้แก่ การเติมเชื้อเพลิงให้ Starship ในอวกาศ, การพัฒนายาน Starship รุ่นบรรทุกเชื้อเพลิง (Orbital Tanker) และการสร้าง Starship รุ่นสำหรับลงจอดบนดวงจันทร์ที่รองรับนักบินอวกาศ พร้อมติดตั้งระบบช่วยชีวิต (Life Support System) ที่สามารถดูแลนักบินอวกาศระหว่างปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ได้

ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจสำคัญที่อยู่ในแผนพัฒนาของ Starship และ NASA ก็กำลังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด หลังการปล่อยจรวด จาเร็ด ไอแซกแมน (Jared Isaacman) ผู้บริหาร NASA ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความยินดีกับ SpaceX ว่า

“ขอแสดงความยินดีกับการเริ่มต้นภารกิจ Flight 13 ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าภารกิจครั้งนี้จะมอบบทเรียนอะไรบ้าง เมื่อ Starship พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ศักยภาพของมันจะเปลี่ยนโฉมการสำรวจอวกาศอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการทำให้มนุษยชาติไม่ต้องสูญเสียโอกาสในการกลับไปดวงจันทร์อีก”

นอกจากนี้ วันปล่อย Starship Flight 13 ยังตรงกับวาระครบรอบ 57 ปี ของการที่นักบินอวกาศ Apollo 11 เดินทางกลับถึงโลก หลังเสร็จสิ้นภารกิจประวัติศาสตร์การลงจอดบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ สำหรับ SpaceX แล้ว ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ

แดน ฮวอต (Dan Huot) โฆษกของ SpaceX กล่าวปิดท้ายว่า

“ตอนนี้ผมดีใจจนเหมือนลอยอยู่บนดวงจันทร์เลย ว้าว… เลขนำโชคจริง ๆ สำหรับ Flight 13 วันนี้เป็นวันที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับ Starship.”

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacexs-starship-megarocket-makes-the-softest-splashdown-ever-after-launching-next-gen-starlink-satellites-in-flight-13-test-video


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleจีนส่งดาวเทียม 9 ดวงสำเร็จ ด้วย Gravity-1 จรวดเชื้อเพลิงแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Next articleSpaceX ส่งดาวเทียม Starlink 24 ดวงขึ้นสู่วงโคจร หลังเสร็จสิ้นภารกิจทดสอบ Starship

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here