Elon Musk ยืนยันเมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2026 ว่า SpaceX จะใช้ชื่อ “Starmind” สำหรับโครงการเมกะคอนสเตลเลชันดาวเทียมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่บริษัทกำลังพัฒนา

การเลือกชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากยังคงสอดคล้องกับธรรมเนียมการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์และโครงการต่าง ๆ ของ SpaceX ที่อ้างอิงคำว่า “Star” มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต่อไปนี้คือภาพรวมของชื่อในตระกูล “Star” ที่ SpaceX ใช้งานอยู่

Starship: จรวดขนส่งอวกาศรุ่นใหม่ของ SpaceX ซึ่งเป็นจรวดที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา โดย Starship ได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมดและอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Elon Musk เชื่อว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนดาวอังคารมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

Starbase: ฐานปฏิบัติการของ SpaceX ในรัฐเท็กซัสตอนใต้ ซึ่งเป็นทั้งศูนย์การผลิตและฐานปล่อยจรวด Starship โดยในเดือนพฤษภาคม 2025 Starbase ได้รับการจัดตั้งเป็นเมือง (City) อย่างเป็นทางการ

Starlink: เครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) ของ SpaceX ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มดาวเทียม (Satellite Constellation) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีดาวเทียมที่ยังปฏิบัติการอยู่เกือบ 10,700 ดวง และจำนวนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Starshield: ดาวเทียมรุ่นพิเศษที่พัฒนาต่อยอดจาก Starlink เพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเน้นภารกิจสังเกตการณ์โลก การสื่อสาร และการรองรับอุปกรณ์บรรทุก (Payload Hosting)

Starfall: แคปซูลนำกลับแบบไร้นักบินรุ่นใหม่ที่ SpaceX เปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ ออกแบบมาเพื่อขนส่งวัสดุหรือสัมภาระจากวงโคจรกลับสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย

Starfactory: โรงงานผลิต Starship ขนาดใหญ่ภายใน Starbase ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ล้านตารางฟุต (ราว 93,000 ตารางเมตร) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตจรวด Starship ของบริษัททั้งหมด

Starmind อาจเป็นโครงการที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดในบรรดาโครงการทั้งหมดที่ใช้ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “Star” ของ SpaceX

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เมกะคอนสเตลเลชันแห่งใหม่นี้จะมีขนาดใหญ่กว่าเครือข่าย Starlink ในปัจจุบันถึง ประมาณ 100 เท่า ทำให้กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา Elon Musk เคยระบุไว้ในอัปเดตเกี่ยวกับโครงการเครือข่าย AI ของบริษัทเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า

“การใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องในอวกาศโดยตรง ซึ่งแทบไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานหรือการบำรุงรักษา จะพลิกโฉมความสามารถของเราในการขยายกำลังประมวลผล (Compute) ได้อย่างมหาศาล”

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Musk ที่ต้องการใช้ดาวเทียมในโครงการ Starmind เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับการประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

อีลอน มัสก์มองว่า โครงการ Starmind ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายดาวเทียมสำหรับการประมวลผล AI เท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของอารยธรรมมนุษย์ โดยตั้งเป้าส่งดาวเทียมจำนวนถึง 1 ล้านดวง ขึ้นสู่วงโคจร เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลในอวกาศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง ตามแนวคิดของมัสก์ ระบบดังกล่าวจะช่วยรองรับการใช้งาน AI สำหรับผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งปูทางสู่การเป็น อารยธรรมระดับ Kardashev Type II ซึ่งตามทฤษฎีหมายถึงอารยธรรมที่สามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานทั้งหมดของดาวฤกษ์แม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตที่มนุษย์สามารถตั้งถิ่นฐานบนหลายดาวเคราะห์ได้

แม้ปัจจุบัน SpaceX จะหันมาใช้ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “Star” สำหรับโครงการสำคัญต่าง ๆ เช่น Starship, Starlink, Starshield, Starbase และ Starmind แต่เดิมบริษัทใช้ธีมการตั้งชื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Star Wars และนกล่าเหยื่อเป็นหลัก

จรวด Falcon ตั้งชื่อตามยาน Millennium Falcon อันโด่งดัง ขณะที่เครื่องยนต์ Merlin, Kestrel และ Raptor ล้วนเป็นชื่อของนกล่าเหยื่อ สะท้อนเอกลักษณ์การตั้งชื่อของ SpaceX ก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนมาใช้ธีม “Star” ซึ่งกลายเป็นภาพจำของโครงการยุคใหม่ในปัจจุบัน

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/another-star-is-born-spacex-names-ai-megaconstellation-starmind


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleSpaceX เตรียมส่งดาวเทียม Starlink อีก 24 ดวงจากรัฐแคลิฟอร์เนีย
Next articleRocket Lab เตรียมปล่อยภารกิจ “Ten Owl of Ten” ให้กับ Synspective วันนี้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here