SpaceX ปล่อยภารกิจบุกเบิกด้านการให้บริการและซ่อมบำรุงดาวเทียมในอวกาศในวันที่ 21 กรกฎาคม 2026
จรวด Falcon 9 ทะยานขึ้นจากฐานปล่อย Cape Canaveral Space Force Station รัฐฟลอริดา เมื่อเวลา 17:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (21:15 น. GMT)
SpaceX เรียกภารกิจครั้งนี้ว่า MRV-MEV เนื่องจากเป็นการส่ง Mission Robotic Vehicle (MRV) หรือยานหุ่นยนต์สำหรับปฏิบัติภารกิจ และ Mission Extension Pods (MEPs) จำนวน 3 ลำ ขึ้นสู่อวกาศ โดยยานทั้งหมดจะดำเนินการและควบคุมโดย SpaceLogistics ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Northrop Grumman บริษัทอุตสาหกรรมการบินและอวกาศรายใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในรัฐเวอร์จิเนีย

ภารกิจ MRV-MEV กำลังมุ่งหน้าสู่วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit: GEO) ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 22,236 ไมล์ (35,786 กิโลเมตร) เหนือพื้นโลก ที่ระดับความสูงดังกล่าว ความเร็วในการโคจรของยานอวกาศจะเท่ากับความเร็วการหมุนของโลก ทำให้ยานสามารถ คงตำแหน่งอยู่เหนือพื้นที่เดิมบนโลกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ วงโคจร GEO จึงเป็นตำแหน่งที่นิยมสำหรับ ดาวเทียมสอดแนม ดาวเทียมสื่อสาร และดาวเทียมพยากรณ์อากาศ
ภารกิจใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียม เหล่านี้ โดย Mission Robotic Vehicle (MRV) ติดตั้ง แขนกลยาว 10 ฟุต (ประมาณ 3 เมตร) จำนวน 2 แขน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย ห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Naval Research Laboratory) MRV จะใช้แขนกลทั้งสองในการติดตั้ง Mission Extension Pods (MEPs) ซึ่งเป็น ชุดขยายอายุการใช้งานดาวเทียม 3 ชุดแรกที่เคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ เข้ากับ ดาวเทียม 3 ดวง ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในวงโคจรค้างฟ้า (GEO) เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมเหล่านั้น
เมื่อทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว Mission Extension Pod (MEP) จะใช้ ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric Propulsion) เพื่อควบคุมวงโคจรและจัดการโมเมนตัมของดาวเทียมลูกค้า
Northrop Grumman ระบุไว้ในเอกสารข้อมูลของ MEP ว่า
“เมื่อได้รับการติดตั้งแล้ว MEP จะใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพื่อควบคุมวงโคจรและจัดการโมเมนตัมของดาวเทียมลูกค้า MEP สามารถควบคุมการทำงานโดยลูกค้าผ่านระบบโทรมาตรและคำสั่งแบบ C-band หรือ Ku-band ที่ทำงานได้อย่างอิสระ และสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมในวงโคจรค้างฟ้า (GEO) ที่มีน้ำหนักประมาณ 2,000 กิโลกรัม ได้สูงสุดถึง 8 ปี“
เมื่อติดตั้งเข้ากับดาวเทียมแล้ว Mission Extension Pod (MEP) จะทำหน้าที่ช่วยควบคุมวงโคจรของดาวเทียมด้วยระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric Propulsion) พร้อมทั้งช่วยลดการสะสมของโมเมนตัมในระบบควบคุมทิศทาง เพื่อให้ดาวเทียมสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง
Northrop Grumman ระบุว่า MEP เป็นระบบที่สามารถควบคุมและสั่งงานได้โดยผู้ใช้งานผ่านระบบโทรมาตรและระบบสั่งการแบบ C-band หรือ Ku-band ที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวอุปกรณ์ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบภายนอก นอกจากนี้ MEP ยังสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมในวงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit: GEO) ที่มีน้ำหนักประมาณ 2,000 กิโลกรัม ได้ยาวนานสูงสุด 8 ปี
นอกเหนือจากการติดตั้ง Mission Extension Pods (MEPs) แล้ว Mission Robotic Vehicle (MRV) ยังได้รับการออกแบบให้สามารถ เคลื่อนย้าย ตรวจสอบ ซ่อมแซม และอัปเกรดยานอวกาศหรือดาวเทียมได้โดยตรงขณะปฏิบัติการอยู่ในวงโคจร ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Northrop Grumman
MRV ยังติดตั้ง Passive Refueling Module (PRM) ซึ่งเป็นระบบเชื่อมต่อสำหรับการเติมเชื้อเพลิงในอวกาศที่พัฒนาโดย Northrop Grumman และได้รับการรับรองจาก กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) ให้เป็นมาตรฐานการเติมเชื้อเพลิงในวงโคจรเป็นครั้งแรก ทำให้ MRV สามารถรับการเติมเชื้อเพลิงระหว่างปฏิบัติภารกิจในอวกาศได้
Northrop Grumman ระบุว่า การผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์ขั้นสูงเข้ากับประสบการณ์ด้านการให้บริการดาวเทียมของบริษัท จะช่วยสร้างขีดความสามารถรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยระบบดังกล่าวสามารถพัฒนาและต่อยอดเพื่อรองรับภารกิจอวกาศที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานให้กับทรัพยากรที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในอวกาศ
ประสบการณ์ด้านการให้บริการดาวเทียมที่ Northrop Grumman กล่าวถึงนั้น มาจากความสำเร็จของภารกิจ Mission Extension Vehicle (MEV) สองโครงการก่อนหน้านี้ ภารกิจ Mission Extension Vehicle-1 (MEV-1) ซึ่งเป็นยานให้บริการดาวเทียมเชิงพาณิชย์ลำแรกของโลก ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนตุลาคม ปี 2019 และสามารถเข้าพบและเชื่อมต่อกับดาวเทียมเป้าหมายในวงโคจรค้างฟ้า (GEO) ได้แก่ Intelsat 901 ได้สำเร็จในอีกสี่เดือนต่อมา
ต่อมา Mission Extension Vehicle-2 (MEV-2) ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม ปี 2020 และสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียม Intelsat 10-02 ได้สำเร็จในเดือนเมษายนของปีถัดไป อย่างไรก็ตาม ทั้ง MEV-1 และ MEV-2 ยังไม่ได้ใช้ Mission Extension Pods (MEPs) เหมือนกับภารกิจล่าสุด โดยทั้งสองภารกิจใช้ยานให้บริการเพียงลำเดียวที่เดินทางไปยังดาวเทียมเป้าหมาย เชื่อมต่อกับดาวเทียม และปฏิบัติภารกิจยืดอายุการใช้งานด้วยตัวเองทั้งหมด
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จรวด Falcon 9 จะปล่อย Mission Robotic Vehicle (MRV) ออกจากขั้นจรวดส่วนบน (Upper Stage) ประมาณ 35.5 นาทีหลังการปล่อย จากนั้นจะทยอยปล่อย Mission Extension Pods (MEPs) ทั้ง 3 ชุด โดยเว้นช่วง ทุก ๆ 10 นาที
ทั้งนี้ ภารกิจครั้งนี้แตกต่างจากการปล่อย Falcon 9 ส่วนใหญ่ เนื่องจาก ไม่มีการนำจรวดท่อนแรก (First Stage Booster) กลับมาลงจอดและกู้คืน หลังเสร็จสิ้นการปล่อยภารกิจ
SpaceX ระบุในรายละเอียดของภารกิจ MRV-MEP ว่า เนื่องจากภารกิจนี้ต้องใช้สมรรถนะของจรวดมากเป็นพิเศษในการส่งสัมภาระเข้าสู่วงโคจรถ่ายโอนสู่ค้างฟ้า (Geosynchronous Transfer Orbit: GTO) จึงทำให้ จรวดท่อนแรก (First Stage Booster) ที่ใช้ในภารกิจนี้จะทำการบินเป็น ครั้งที่ 32 และเป็นเที่ยวบินสุดท้าย
ก่อนหน้านี้ จรวดลำดังกล่าวเคยปฏิบัติภารกิจมาแล้วหลายครั้ง ได้แก่ CRS-24, Eutelsat HOTBIRD 13F, OneWeb 1, SES-18 และ SES-19 รวมถึงภารกิจปล่อย ดาวเทียมอินเทอร์เน็ต Starlink อีก 27 เที่ยวบิน แม้ว่าบูสเตอร์ลำนี้จะปลดระวางหลังเสร็จสิ้นภารกิจ แต่สถิติการนำจรวดกลับมาใช้ซ้ำของ SpaceX ยังคงอยู่ที่ 36 เที่ยวบิน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่บริษัททำได้ โดยสร้างขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาในการปล่อยดาวเทียมอินเทอร์เน็ต Starlink ด้วยจรวด Falcon 9
ภารกิจ MRV-MEP ถือเป็นการปล่อยจรวด ครั้งที่สองของ SpaceX ในวันเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า บริษัทได้ส่ง ดาวเทียมอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวน 24 ดวง ขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวด Falcon 9 จากฐานปล่อยในรัฐแคลิฟอร์เนีย
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: ข่าวนี้ได้รับการอัปเดตเมื่อเวลา 17:23 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) เพื่อยืนยันว่าการปล่อยจรวดประสบความสำเร็จ
เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aerospace
วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2569
ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-launch-northrop-grumman-mrv-mep-satellite-servicing-mission
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้








