ภารกิจลำดับที่ 12 ของ Falcon Heavy ถูกปล่อยขึ้นเมื่อเวลา 10:13 น. ตามเวลาตะวันออก (ET) ของวันพุธที่ 29 เมษายน 2026

จรวด Falcon Heavy อันทรงพลังของ SpaceX เพิ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีครึ่ง ซึ่งติดตั้งดาวเทียมสื่อสาร ViaSat-3 F3 ขนาดใหญ่ ถูกปล่อยจากศูนย์อวกาศ Kennedy (KSC) ของ NASA ในรัฐฟลอริดา เมื่อวันพุธที่ 29 เมษายน 2026 เวลา 10:13 น. EDT (14:13 น. GMT)

ดาวเทียมน้ำหนัก 6.6 ตัน (ประมาณ 6 เมตริกตัน) นี้กำลังมุ่งหน้าสู่วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit: GEO) ที่ระดับความสูง 22,236 ไมล์ (35,786 กิโลเมตร) เหนือพื้นโลก โดยมีกำหนดปล่อยออกจากจรวดประมาณ 5 ชั่วโมงหลังการปล่อย หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน

Falcon Heavy ใช้บูสเตอร์ขั้นแรกที่ดัดแปลงแล้วจำนวน 3 ตัว ซึ่งนำมาจับยึดเข้าด้วยกัน โดยมีพื้นฐานมาจากจรวด Falcon 9 รุ่นหลักของ SpaceX บูสเตอร์แกนกลางจะติดตั้งขั้นจรวดส่วนบน (upper stage) ซึ่งเชื่อมต่อกับ payload

บูสเตอร์ทั้งสามตัวนี้สร้างแรงขับรวมประมาณ 5.1 ล้านปอนด์ในช่วงปล่อย ทำให้ Falcon Heavy เป็นจรวดที่ทรงพลังเป็นอันดับสองที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยอันดับหนึ่งคือจรวด Space Launch System (SLS) ของ NASA ซึ่งสร้างแรงขับได้ 8.8 ล้านปอนด์ (ขณะที่ Starship ของ SpaceX สามารถสร้างแรงขับได้สูงถึง 16.7 ล้านปอนด์ แต่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา)

Falcon Heavy เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ด้วยเที่ยวบินทดสอบที่ส่งรถ Tesla Roadster สีแดงของ Elon Musk ขึ้นสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ และนับตั้งแต่นั้นมา จรวดลำนี้ได้ปฏิบัติภารกิจเพิ่มเติมอีก 10 ครั้ง โดยทุกภารกิจประสบความสำเร็จทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม Falcon Heavy ไม่ได้มีการปล่อยจรวดมาสักระยะ โดยครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2024 ซึ่งเป็นภารกิจส่งยาน Europa Clipper ของ NASA มุ่งหน้าไปยังระบบดาวพฤหัสบดี

ตามชื่อ ViaSat-3 F3 คือดาวเทียมลำที่สามในโครงการ ViaSat-3 ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ โดย ViaSat-3 F1 ถูกปล่อยด้วยจรวด Falcon Heavy ในเดือนเมษายน 2023 และ ViaSat-3 F2 ถูกปล่อยตามมาในเดือนพฤศจิกายน 2025 ด้วยจรวด Atlas V ของ United Launch Alliance

ดาวเทียมเหล่านี้ทำงานในวงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit: GEO) ซึ่งที่ระดับความสูงนี้ ความเร็วในการโคจรจะเท่ากับความเร็วการหมุนของโลก ทำให้ดาวเทียมสามารถ “ลอยนิ่ง” อยู่เหนือพื้นที่เดิมได้ตลอดเวลา โดย ViaSat-3 F3 จะให้บริการครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง

ปัจจุบัน ViaSat-3 F1 ให้บริการลูกค้าบนเครื่องบินโดยสาร ขณะที่ ViaSat-3 F2 จะเริ่มให้บริการในภูมิภาคอเมริกาเมื่อเริ่มใช้งานในเดือนหน้า และ ViaSat-3 F3 จะทำให้กลุ่มดาว ViaSat-3 ครบสมบูรณ์

“การปล่อยครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการนำอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่รวดเร็ว ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีความยืดหยุ่นสูง ไปสู่ลูกค้าเชิงพาณิชย์ ภาคกลาโหม และผู้บริโภค” Dave Abrahamian รองประธานฝ่ายระบบอวกาศของ ViaSat กล่าวในแถลงการณ์ของบริษัทเมื่อต้นเดือนนี้

บูสเตอร์ด้านข้างทั้งสองของ Falcon Heavy กลับมาลงจอดที่ Cape Canaveral Space Force Station ในรัฐฟลอริดา ประมาณ 8 นาทีหลังการปล่อย โดยลงจอดอย่างนุ่มนวลที่พื้นที่ลงจอดของ SpaceX ตามแผน ขณะที่บูสเตอร์แกนกลางไม่ได้ถูกกู้คืน และตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

เดิมที SpaceX วางแผนปล่อยภารกิจนี้ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

หมายเหตุบรรณาธิการ: ข่าวนี้ได้รับการอัปเดตเมื่อเวลา 10:30 น. (ET) โดยเพิ่มข้อมูลว่าการปล่อยจรวดประสบความสำเร็จ และบูสเตอร์ด้านข้างทั้งสองตัวสามารถลงจอดได้ตามแผน 🚀

เรียบเรียง : ทีมงาน Thai Aero Space
วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ.2569

ที่มาของข่าวและภาพ
https://www.space.com/space-exploration/launches-spacecraft/spacex-falcon-heavy-rocket-viasat-3-f3-launch


ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Previous articleยานขนส่ง Progress 95 ปล่อยขึ้นเพื่อส่งเสบียงให้ลูกเรือสถานีอวกาศ
Next articleจรวด Ariane 6 อันทรงพลังของยุโรป เตรียมปล่อยดาวเทียมอินเทอร์เน็ตของ Amazon จำนวน 32 ดวง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here